แฟ้มคดี
นับเป็นความรุนแรงรูปแบบใหม่ในการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้
เมื่อกลุ่มคนร้ายวางแผนใช้รถปิกอัพที่ขโมยมา ไปใช้ก่อเหตุขโมยรถจากเต็นท์รถมือสองอีกทอดหนึ่ง
เพื่อนำไปประกอบคาร์บอมบ์ ถล่มพื้นที่เป้าหมายในทันที
ดีที่เจ้าหน้าที่ตื่นตัว สามารถตั้งด่านสกัดจับ และติดตามรถที่สูญหายไปได้อย่างรวดเร็ว
ไม่เช่นนั้นความเสียหายคงประเมินค่าไม่ได้
อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนว่า ทำไมกลุ่มก่อความ ไม่สงบ ถึงสามารถยกระดับการก่อการ ที่จากเดิมพุ่งเป้าไปที่ เป้าหมายอ่อนแอ มาเป็นการใช้กำลังบุกปล้นรถอย่างเอิกเกริกเช่นนี้
จึงกลายเป็นคำถามว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบชายแดนใต้มาถูกทางแล้วหรือไม่
การทุ่มงบประมาณ จัดสรรกำลังคนตั้งเป็นครม.ส่วนหน้ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด
รวมทั้งการติดตามจับกุมคนร้าย ซึ่งก็มีความเป็นห่วงในเรื่องการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
ไม่ให้กลายเป็นประเด็นที่เพิ่มความขัดแย้งขึ้นไปอีก
ตะลึงจี้เต็นท์รถทำคาร์บอมบ์
เหตุระทึกนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงสายของวันที่ 16 ส.ค. ขณะที่พนักงานเต็นท์รถมือสอง วังโต้คาร์เซ็นเตอร์ ต.นาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา กำลังทำงานตามปกติ ก็มีคนร้ายไม่ต่ำกว่า 7 คน ขับปิกอัพ 1 คันพร้อมอาวุธครบมือบุกเข้าปล้นรถที่จอดอยู่ในโชว์รูมไปทั้งสิ้น 6 คัน
ไม่เพียงแค่นั้นยังจับเจ้าของเต็นท์รถ และพนักงานรวม 4 คนมัดมือขึ้นรถไปเป็นตัวประกัน ก่อนเอาตัวไปยิงทิ้งในพื้นที่หมู่ 8 บ้านควนหินเภา ต.วังใหญ่ อ.เทพา จ.สงขลา จนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย รอดชีวิตมาได้ 3 ราย
จากนั้นจึงแยกย้ายกันหลบหนี โดย 1 คันพบว่าหลบหนีมาเส้นอ.โคกโพธิ์-อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่จึงเร่งติดตามจนพบกระบะอีซูซุ ดีแมคซ์ 4 ประตู ทะเบียน บธ 4063 พัทลุง 1 ในรถที่ถูกปล้น จึงติดตามไล่ล่ากระชั้นชิด
ระหว่างนั้นคนร้ายยิงปืนต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ จนกระทั่งถึงถนนสายปัตตานี-หาดใหญ่ หมู่ 2 บ้านปรัง ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี คนร้ายขับรถสวนเลยหลบหนีเข้าไปในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จึงยิงสกัดจนรถคนร้ายตกข้างทาง ตรวจสอบมีคนร้ายเสียชีวิต 1 ราย พบถังแก๊สขนาด 15 ก.ก. ซุกอยู่ในรถ พบเป็นส่วนประกอบระเบิดแสวงเครื่องน้ำหนัก 80 ก.ก.และถังน้ำมันขนาด 10 ลิตร 7 ถังอยู่ในรถด้วย
ต่อมาช่วงประมาณ 14.30 น. เจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุระเบิดที่ถนนสายปัตตานี-ยะลา ต.ยาบี อ.หนองจิก จ.ปัตตานี พบซากปิกอัพ โตโยต้า สีบรอนซ์ 4 ประตู ทะเบียน กอ 4995 สงขลา ที่ถูกปล้นมาเช่นกัน ถูกแรงระเบิดเสียหาย
ขณะที่เมื่อเวลา 15.00 น. พบรถปิกอัพอีซูซุ 4 ประตู สีเทา ทะเบียน ถศ 3050 กทม. จอดทิ้งไว้ในป่าสวนยางพารา บ้านกัง ต.ควนโนรี อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ไม่พบวัตถุระเบิด และพบปิกอัพมิตซูบิชิ ไทรทัน ทะเบียน บฉ 7182 ยะลา จอดน้ำมันหมดริมถนนทางหลวงสาย 42 หมู่ 3 วังใหญ่ อ.เทพา จ.สงขลา
จากนั้นเมื่อเวลา 01.00 น.ของวันที่ 17 ส.ค. เจ้าหน้าที่พบปิกอัพอีซูซุ สีขาว ทะเบียน ฆท 3327 กทม. จอดทิ้งที่โรงสูบน้ำชลประทาน บ้านคลองมานิง อ.เมือง จ.ปัตตานี ตรวจสอบไม่พบวัตถุระเบิด
ต่อมาเวลา 04.00 น. เกิดเหตุคาร์บอมบ์ที่บ้านพักตำรวจสภ.มายอ จ.ปัตตานี แรงระเบิดพังบ้านพักตำรวจ 10 หลังไม่มี ผู้บาดเจ็บตรวจสอบพบซากปิกอัพอีซูซุ บห 5714 สงขลา ถูกประกอบด้วยระเบิดแสวงเครื่องหนัก 80 ก.ก.
เป็นความรุนแรงรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนใต้
ย้อนแผนนาทีบุกปล้นปิกอัพ
ขณะที่ พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า สรุปสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อเวลา 04.30 น. วันที่ 16 ส.ค. มีคนร้ายประมาณ 10 คน แต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ ปล้นชิงรถกระบะยี่ห้อมาสด้า รุ่นธันเดอร์ สีเงิน ทะเบียน บง 8318 นราธิวาส ที่อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พร้อมจับตัวสามีภรรยาไว้ แล้วปล่อยตัวไปในเวลา 14.00 น. โดยไม่ได้ทำร้ายร่างกาย
ต่อมาเวลา 11.30 น. คนร้ายนำกระบะคันดังกล่าวไปปล้นรถยนต์จากเต็นท์รถวังโต้ คาร์เซ็นเตอร์ อ.นาทวี จ.สงขลา จำนวน 6 คัน พร้อมจับเอาเจ้าของเต็นท์รถและพนักงานไป 4 คน ประกอบด้วยนายสหรัฐ แหละหนิ อายุ 19 ปี นายประทานพร นวลละมุน อายุ 23 ปี นายธานีศักดิ์ ยี่จีน อายุ 53 ปี และนายจิรศักดิ์ รัตนพันธ์ อายุ 37 ปี เพื่อไม่ให้แจ้งเจ้าหน้าที่
จากนั้นนำรถไปจอดริมถนนในสวนยาง บ้านควนหินเภา ต.วังใหญ่ อ.เทพา จ.สงขลา คนร้ายคนหนึ่งลากทั้ง 4 คนลงจากรถ จับตัวนายประทานพรรัดคอ ทำให้นายประทานพรทำทีสลบ ก่อนที่คนร้ายจะยิงใส่ที่ไหล่ และถอยรถทับ แต่นายประทานพรเบี่ยงตัวหลบได้และทำเป็นแกล้งตาย รอดชีวิตมาได้
ขณะที่นายสหรัฐถูกยิงใส่ที่ศีรษะ เสียชีวิตในเวลาต่อมา ด้านนายธานีศักดิ์ และนายวีระศักดิ์ วิ่งหนีรอดชีวิตมาได้
สำหรับคนร้ายที่ถูกวิสามัญฯ คือ นายนูร์ฮาซัน อาแว อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 14/2 บ้านแบรอจะรัง หมู่ 2 ต.ตะลุโบะ อ.เมือง จ.ปัตตานี ศึกษาอยู่โรงเรียนสอนศาสนาเอกชนแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.ปัตตานี เบื้องต้นไม่เคยพบประวัติยุ่งเกี่ยวกับความรุนแรง แต่จะต้องเชิญ ผู้บริหารโรงเรียนมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติและพฤติกรรมของผู้ตาย และตรวจสอบว่าเชื่อมโยงกับใครบ้าง
ส่วนรถที่ถูกโจรกรรม เจ้าหน้าที่พบรถปิกอัพมาสด้า ที่ถูกปล้นเป็นคันแรก จอดทิ้งไว้บริเวณสวนยาง หมู่ 3 ต.จะแหน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา
เจอรถที่ถูกปล้นไปทั้ง 7 คันครบหมดแล้ว
ตร.เร่งล่า-ศาลอนุมัติจับชุดแรก
ในส่วนของการดำเนินคดี หลังเกิดเหตุ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ก็บินรุดลงไปติดตามสถานการณ์ด้วยตัวเอง
ขณะที่การสืบสวนสอบสวน และจากการเก็บหลักฐานจากดีเอ็นเอ จนสามารถขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาชุดแรก จำนวน 6 คน คือ นายบูคอลี หลำโสะ อายุ 28 ปี นายรอซารี หลำโสะ อายุ 26 ปี 2 พี่น้องชาว อ.สะบ้าย้อย
นายสุไลมาน สาเมาะ อายุ 35 ปี ชาวอ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี นายซารีซานฮัมรี ดือราแม อายุ 35 ปี ชาวอ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา นายอัตนันท์ สาอิ ชาวอ.นาทวี จ.สงขลา และ นายอับดุลเลาะห์ มะแด อายุ 34 ปี ชาวอ.เมือง จ.ปัตตานี
โดยแจ้งข้อหาร่วมกันก่อการร้าย เป็นอั้งยี่หรือซ่องโจรเพื่อก่อการร้าย ร่วมกันมีวัตถุระเบิดและร่วมกันขนย้ายวัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันปล้นทรัพย์ ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันพกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันทำให้ เสียทรัพย์
นอกจากนี้ยังเข้าปิดล้อมตรวจค้นและควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัยมาสอบสวนที่ศูนย์ซักถามตามอำนาจพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอีกหลายคน
ซึ่งถือเป็นผลงานการสืบสวนสอบสวนที่คืบหน้าไปตามลำดับอย่างรวดเร็ว
แต่ก็ยังมีข้อกังวลกับการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐในการปิดล้อมตรวจค้น ให้ใช้อำนาจตามขอบเขตของกฎหมาย
เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนในพื้นที่ แล้วอาจเป็นชนวนเหตุรุนแรงเพิ่มขึ้นอีก
เปิดชื่อกลุ่มก่อเหตุ-ปมไม่ได้เจรจา
หลังเหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้คำถามก็ตกไปอยู่กับเจ้าหน้าที่ รัฐที่มีหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ ทั้งระดับผบ.ทบ. และระดับครม.ส่วนหน้า ที่มี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมเป็นผู้รับผิดชอบดูแล
ว่าสิ่งที่กำลังดำเนินการแก้ไขปัญหานี้มาถูกทางแล้วหรือไม่ หากถูกต้องแล้วทำไมการก่อเหตุรุนแรงจึงยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แถมยังมีแนวทางรูปแบบใหม่ ดังเช่นการปล้นเต็นท์รถเพื่อเอาไปทำคาร์บอมบ์และลงมือก่อเหตุในทันที
ไม่อยากคิดเลยว่าหากเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตรวจสกัดไม่ทัน ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะรุนแรงมากสักเพียงใด
ขณะที่พล.อ.อุดมเดช เผยว่า คนที่จ้องก่อเหตุรุนแรงก็คิดวิธีพลิกแพลงไปเรื่อยๆ ครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง บางพื้นที่มีช่องโหว่ ช่องว่าง แม้เจ้าหน้าที่พยายามอุดช่องว่าง แต่ผู้ก่อเหตุก็ยังทำได้ เพราะจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอ จ.สงขลา มีพื้นที่กว้าง
ผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มเดิมๆ อย่างบีอาร์เอ็น เชื่อมโยงกับกลุ่มที่อยู่นอกวงกระบวนการพูดคุยสันติสุข ซึ่งนายกฯ กำชับ พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยให้ดูแลเรื่องนี้ เพราะอาจมีคนตกหล่นนอกวงพูดคุย
ด้าน พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผบ.ฉก.ปัตตานี ระบุว่า จากการสอบสวนพบมีกลุ่มคนร้ายแบ่งกัน 3 ชุด รับหน้าที่ต่างกัน คือ กลุ่ม นายซอบือรี เจ๊ะหะ ปล้นรถกระบะจากอ.ยะรัง จ.ปัตตานี ส่งต่อให้กลุ่ม นายมะนาเซ ไซดี นำลูกน้องไปปล้นเต็นท์รถมือสอง ที่ อ.นาทวี
จากนั้นร่วมกับกลุ่มนายบูคอลี หลำโสะ ประกอบวัตถุระเบิดแสวงเครื่องเป็นคาร์บอมบ์ แล้วให้แนวร่วมขับออกไปก่อเหตุตามจุดที่กำหนดไว้
เป็นขบวนการที่สร้างความรุนแรงมากขึ้น
ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐต้องระงับยับยั้งให้ได้


