“สมศักดิ์ ชฎารัตน์”
เรื่อง/ภาพ
ชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยในไทย มีอยู่หลายสถานะ ทั้งที่เข้ามาท่องเที่ยว ทำงาน หรือแม้แต่สถานะผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะในดินแดนตะวันออกกลาง ที่ร้อนระอุไปด้วยพิษแห่งไฟสงคราม
ผู้ลี้ภัยเหล่านี้มีทั้งที่เข้ามาอยู่และทำงานอย่างถูกต้อง โดยมีองค์กรข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ เป็นผู้ออกหนังสือ เดินทางให้ แต่ก็มีเป็นจำนวนมากที่แอบลักลอบเข้ามาโดยผิดกฎหมาย หรือเข้ามาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว แต่แอบอยู่เกิดกำหนดหรือโอเวอร์สเตย์
ประเภทหลังนี้นอกจากจะต้องคอยหลบเจ้าหน้าที่ทางการไทยแล้ว ยังกลายเป็นเหยื่อของแก๊งมาเฟียชาติเดียวกันที่คอยสูบรีดผลประโยชน์ หากไม่ได้ดังต้องการก็กลั่นแกล้งด้วยการแจ้งเบาะแสให้ตำรวจจับกุม
อาศัยแอบอ้างตำรวจหากิน จนพวกเดียวกันยังเชื่อว่ามีตำรวจร่วมมือด้วย ทำให้ตำรวจไทยพลอยเสียชื่อเสียงไปด้วย

เวลา 11.00 น. วันที่ 24 ส.ค. ที่ สน.ลุมพินี พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.มงคล วรุณโณ รรท.ผบก.น.5 พ.ต.อ.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผกก.สน.ลุมพินี พ.ต.ท.สมเกียรติ พลอยทับทิม รอง ผกก. (สอบสวน) ร่วมกันสอบปากคำนายคาซาล วาเกล ชาวซีเรีย และ นายอิสลาม อาร์เมด อายุ 32 ปี ชาวอียิปต์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลแขวงพระนครใต้ เลขที่ 185-187/2560 ตามลำดับ ลงวันที่ 23 ส.ค. 25560 ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจาก นายอัลฮลาบิ โมฮัมหมัด ยาเซอร์ อายุ 47 ปี ชาวซีเรีย นำหลักฐานหนังสือผู้ลี้ภัยจากองค์กรข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เข้าร้องทุกข์กับ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ว่าถูกอาสาตำรวจสน.ลุมพินี พาเจ้าหน้าที่ตำรวจ มาจับกุม นายอัลฮลาบิ โมฮัมหมัด วาเอล อายุ 23 ปี ลูกชาย ขณะทำงานเป็นช่างตัดผมแห่งหนึ่ง อยู่ภายในซอยนานา ย่านสุขุมวิท
นายยาเซอร์แจ้งว่า ลูกชายถูกตั้งข้อหาอยู่ในไทยเกินกำหนดทั้งที่ถือหนังสือผู้ลี้ภัย ก่อนถูกเรียกเงินรวม 5.5 แสนบาท แลกกับการปล่อยตัว แต่หลังจ่ายเงินกลับไม่มีการปล่อยตัว พอไปทวงถามที่ สน.ลุมพินี กลับโดนจับต้องจ่ายใต้โต๊ะอีก 1.5 แสนบาท แลกกับการปล่อยตัว เมื่อไปเยี่ยมลูกชายที่สถานกักตัวคนต่างด้าว พบว่าถูกทำร้ายร่างกาย

พล.ต.ท.ศานิตย์เผยว่า ตำรวจสืบสวนจนทราบว่า ผู้ที่แอบอ้าง คือ นายคาซาล นายอิสลาม และ นายบาเซิล (ไม่ทราบนามสกุล) ชาวเลบานอน จึงรวบรวมหลักฐานขออนุมัติหมายจับจากศาล ก่อนติดตามจับกุมตัวนายคาซาลได้ที่อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ภายในซ.สุขุมวิท 4 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กทม. ส่วนนายอิสลาม ถูกจับที่ลานจอดรถ ตรงข้ามโรงแรมนาซ่า วีกัส ถ.รามคำแหง แขวงและเขตสวนหลวง กทม. ขณะที่กลับมาหาภรรยาและลูก ที่กรุงเทพฯ หลังหลบหนีไปกบดานอยู่ที่พัทยา
ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเรื่องดังกล่าวเกิดจากชู้สาว ระหว่างนายวาเอลกับนายอิสลาม ที่ไปติดพันหญิงสาวชาวโมร็อกโกคนเดียวกัน ทำให้เกิดความไม่พอใจกัน นายอิสลาม จึงไปแจ้งตำรวจ สน.ลุมพินี ให้จับกุมนายวาเอล อ้างว่าเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่เมื่อตำรวจเข้าตรวจสอบไม่พบสิ่ง ผิดกฎหมาย จึงเรียกตรวจพาสปอร์ตตามปกติ ก่อนพบว่าอยู่เกินกว่าระยะเวลาที่กำหนด จึงจับกุมส่งศาลแขวงพระนครใต้ ในวันที่ 2 มิ.ย. ที่ผ่านมา
นายวาเอลถูกพิพากษาจำคุก 2 ปี ปรับ 3,000 บาท โดยโทษ จำคุกรอลงอาญา 1 ปี และตอนนี้อยู่ระหว่างการกักกันตัวที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ระหว่างนั้นนายอิสลามและพวกได้ไปบอกพ่อนายวาเอล ว่าสามารถช่วยเหลือได้ แต่ต้องจ่ายเงินให้พวกตน เป็นค่าวิ่งเต้น
พล.ต.ท.ศานิตย์ เผยต่อว่า กลุ่มผู้ต้องหาเรียกรับเงินและทรัพย์สินจากนายยาเซอร์ รวม 4 ครั้ง โดยอ้างว่ากำลังดำเนินการเรื่องการปล่อยตัวลูกชาย อยู่ระหว่างการเซ็นเอกสารและต้องการเงินเพิ่ม นายยาเซอร์ จึงยินยอมมอบเงิน และทรัพย์สินเป็นรถจักรยานยนต์ให้ไป คิดเป็นจำนวนเงินทั้งหมด 655,000 บาท
ทั้งนี้ กลุ่มผู้ต้องหา ทั้ง 3 คน เป็นอดีตล่าม แปลภาษาอารบิกให้กับทางการไทย ไม่ใช่ตำรวจอาสา และไม่ได้ทำงานให้กับตำรวจนานแล้ว ยืนยันว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ ในตำรวจนครบาลไปเกี่ยวข้อง ไปเรียกรับเงินหรือรู้เห็นเป็นใจแต่ อย่างใด ส่วนผู้ต้องหาอีกรายคาดว่าใช้เวลาไม่นาน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานอย่างเต็มที่อยู่แล้ว ส่วนข้อกล่าวหานั้นนอกจากฉ้อโกงแล้ว หากสอบปากคำอย่างละเอียดแล้วเข้าข่ายข้อหาใดก็จะแจ้งทันทีอย่างไม่ละเว้น

ขณะเดียวกันนายอัลฮลาบิ โมฮัมหมัด ยาเซอร์ พ่อของผู้เสียหาย ซึ่งมาร่วมรับฟังข้อมูลด้วย ได้ขอบคุณพล.ต.ท.ศานิตย์ พร้อมกล่าวผ่านล่ามว่า ขอบคุณตำรวจไทยและดีใจที่ขจัดคนพวกนี้ที่ทำให้ตำรวจไทยเสื่อมเสียไปได้
สิ่งที่ทำให้ตนคิดว่าคนกลุ่มนี้เป็นอาสาตำรวจ เนื่องจากเคยเห็นกลุ่มผู้ต้องหาไล่จับคนต่างชาติในพื้นที่ ซ.นานา แล้วปล่อยตัวไป ซึ่งชาวต่างชาติย่านนานาต่างคิดว่าเป็นอาสาตำรวจ ตนจึงคิดว่าน่าจะช่วยเหลือได้จึงยอมจ่ายเงินไป ในส่วนของลูกชายนั้นก็ไม่รู้ว่า จะดำเนินการอย่างไร แต่ไม่น่าจะถูกส่งกลับไปซีเรีย เนื่องจากยังมีสภาวะสงคราม ก็อาจร้องขอให้ส่งตัวไปยังประเทศที่ 3 คงต้องดำเนินการผ่านช่องทางสหประชาชาติต่อไป
กรณีแบบนี้ยังมีอีกเยอะ ตำรวจเองก็ต้องระมัดระวังเรื่องการใช้คนด้วยเช่นกัน จะได้ไม่ถูกอ้างใช้เป็นเครื่องมือได้ง่ายๆ