มาถึงบทสรุปอีกขั้นตอนหนึ่ง
สำหรับคดีสะเทือนขวัญ แก๊งทมิฬชุดลายพราง บุกเข้าไปจับคนในบ้านของผู้ใหญ่วรยุทธ สังหลัง
ก่อนจะลั่นไกสังหารคนในบ้านรวม 8 ศพ ก่อนชิงเอารถเก๋ง ยาริสไปเพื่ออำพรางคดี
แต่สุดท้ายก็ไม่รอด เมื่อพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. นำกำลังนักสืบมือดีลงสืบสวนสอบสวนด้วยตัวเอง
ในที่สุดก็สามารถจับกุมได้ยกแก๊ง
ซึ่งที่จริงแล้วก็ไม่ใช่นายทหารที่ไหน แต่เป็นเพียงแก๊งเงินกู้ขาใหญ่ในจังหวัดกระบี่ ที่มีเรื่องขัดแย้งกรณีที่ดิน
นำมาสู่การลงมืออย่างเหี้ยมโหด
ขณะที่การดำเนินการตามขั้นตอนก็คืบหน้าไปได้ด้วยดี
สามารถส่งสำนวนทั้งหมดให้อัยการนำฟ้องศาล เข้าสู่กระบวนการต่อสู้คดี
มั่นใจว่าหลักฐานเอาผิดคนร้ายได้ทั้งหมด
สำนวน 8 ศพถึงมืออัยการ
ความคืบหน้าคดีฆ่าโหดยกครัว 8 ศพ คืบหน้าไปอีกขั้น โดยเมื่อวันที่ 23 ส.ค. เมื่อ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน พล.ต.อ. สุเทพ เดชรักษา รองผบ.ตร. มอบสำนวนในคดีฆ่ายกครัว 8 ศพรวม 2,380 หน้า มีพยาน 69 ปาก ให้แก่นายสมชาย อู่ทอง รองอธิบดีอัยการภาค 8 และนายพิเชษฐ์ เชาว์กิจค้า อัยการจังหวัดกระบี่

เพื่อให้ดำเนินคดี 8 ผู้ต้องหา ประกอบด้วย นายซูริก์ฟัต หรือ บังฟัต บ้านนบวงศ์สกุล ผู้ต้องหาที่ 1 นายคมสรรค์ หรือม่อน เวียงนนท์ ผู้ต้องหาที่ 2 นายอับดุลเลาะ หรือเลาะ ดอเลาะ ผู้ต้องหาที่ 3
นายอรุณ หรือกี่ ทองคำ ผู้ต้องหาที่ 4 นายประจักษ์ หรือจักษ์ บุญทอย ผู้ต้องหาที่ 5 นายธนชัย หรือโกบ จำนอง ผู้ต้องหาที่ 6 นายธวัฒชัย หรือชล บุญคง ผู้ต้องหาที่ 7 น.ส.ชลิดา หรือดา สังขโชติ ผู้ต้องหาที่ 8
โดยผู้ต้องหาที่ 1-7 เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาผลประโยชน์อันเกิดแต่การกระทำผิด เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน เพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน เพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้
ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจ โดยใช้กำลังประทุษร้าย จนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น โดยมีอาวุธ โดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป
ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้ทำเอกสารสิทธิ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยว หรือกักขังผู้อื่น ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้กระทำการใด ให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น ปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้ปืนยิง เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส และเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยแต่งเครื่องแบบทหารหรือแต่งกายให้เข้าใจว่าเป็นทหาร โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม
ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ ร่วมกันมีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครอง ร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต
และกล่าวหาผู้ต้องหาที่ 1-8 ว่ากระทำความผิดฐานซ่องโจร และความผิดตามพ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 พ.ร.บ.เครื่องแบบทหาร เจอข้อหาหนักกันทั่วหน้า
‘บังฟัต-พวก’โทษถึงประหาร
ขณะที่ข้อหาเฉพาะตัวนั้น นายซูริก์ฟัต และนายคมสรรค์ ถูกข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ข้อกล่าวหาเฉพาะ นายซูริก์ฟัต นายอับดุลเลาะ นายประจักษ์ นายธนชัย และน.ส.ชลิดา คือแต่งกายโดยใช้เครื่องแต่งกายคล้ายเครื่องแบบทหาร หรือคล้ายเครื่องแบบทหารที่ยังคงใช้ในราชการอยู่ อันอาจทำให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าเป็นทหาร
กล่าวหาน.ส.ชลิดาว่า รับของโจรซึ่งได้กระทำต่อทรัพย์อันได้มาโดยการปล้นทรัพย์ โดยมีและใช้อาวุธปืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส
และเนื่องจากคดีนี้เป็นคดีอุกอาจสะเทือนขวัญที่ประชาชน สื่อมวลชนไทยและต่างประเทศให้ความสนใจ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด ให้ความสำคัญ จึงให้คณะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ติดตามความคืบหน้าของคดีนี้ตั้งแต่ต้น

อีกทั้งกำชับให้อธิบดีอัยการภาค 8 และอัยการจังหวัดกระบี่ ดำเนินคดีนี้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง รอบคอบ
หลังจากนี้ทางพนักงานอัยการจ.กระบี่ พร้อมทีมพนักงานอัยการ 3 คน จะตรวจสำนวนการสอบสวนทั้งหมด โดยคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน ก.ย.2560 จะตรวจสำนวนเสร็จสิ้น และส่งฟ้องศาลได้ ทั้งนี้ อย่างน้อย 3 ข้อกล่าวหา คือร่วมกันฆ่าผู้อื่น พยายามฆ่าผู้อื่น และปล้นทรัพย์
ถือโทษที่มีอัตราโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต
ด้านพล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผบ.ตร. เปิดเผยว่า ตำรวจมั่นใจว่ารวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ อย่างสมบูรณ์ ประกอบด้วยสำนวนคดีมีทั้งหมด 5 แฟ้ม เอกสาร 114 รายการ จำนวน 2,382 แผ่น สอบพยานบุคคล 69 ปาก พยานวัตถุ 116 รายการ พยานเอกสาร 29 รายการ
แต่ถ้าอัยการพิจารณาแล้ว ต้องการหลักฐานเพิ่มเติมในส่วนอื่นๆ ก็สามารถแจ้งต่อพนักงานสอบสวน เพื่อพิจารณาสอบสวนเพิ่มเติมได้
ทั้งนี้ พยานหลักฐานที่มอบให้อัยการ มีทั้งพยานแวดล้อม และพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ อาทิ ขวดน้ำ กล่องข้าว และรายงานผลตรวจพิสูจน์อาวุธปืน ปลอกกระสุน หัวกระสุน และรายงานการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมดีเอ็นเอ
เชื่อว่าทั้งหมดสามารถมัดตัวฆาตกรได้แน่นอน
ย้อนรอยคดีโหด-ฆ่ายกครัว
สำหรับคดีหฤโหดครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา เมื่อมีกลุ่มคนร้ายชุดลายพรางติดอาวุธครบมือบุกเข้าไปในบ้านของนายวรยุทธ สังหลัง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.บ้านกลาง อ.อ่าวลึก จ.กระบี่
ก่อนจับตัวคนในบ้าน เพื่อรอให้นายวรยุทธ กลับมาจากธุระ แล้วล็อกตัวเจรจา สุดท้ายก็ยิงดับยกครัว 8 ศพ บาดเจ็บอีก 3 ราย

ตอนแรกเจ้าหน้าที่คาดว่าเป็นฝีมือของกลุ่มคนมีสี เนื่องจากแต่งกายเครื่องแบบคล้ายทหาร มีอาวุธปืนยาว จนพุ่งเป้าไปในกลุ่มแก๊งตีไก่ หรือแก๊งตีกิน ที่ออกอาละวาดเรียกค่าคุ้มครองในพื้นที่ภาคใต้
หากได้ข่าวว่ามีใครได้ทรัพย์สินจำนวนมาก อาทิ ขายที่ดินได้ หรือร่ำรวยจากธุรกิจผิดกฎหมาย ก็จะเข้ารีดไถ ตบทรัพย์ ซึ่งกรณีนี้ก็อาจเป็นเรื่องดังกล่าว แต่กลับลงมือหนักเกินไปจนตายยกครัว
สุดท้ายเมื่อตรวจสอบทั้งหมดอย่างละเอียดก็พบว่าไม่ใช่
กลับเป็นเรื่องความขัดแย้งส่วนตัวระหว่าง บังฟัต หรือนายซูริก์ฟัต กับนายวรยุทธ เกี่ยวกับเรื่องที่ดินของครอบครัวภรรยาผู้ใหญ่บ้าน ที่นำไปจำนองไว้ ระหว่างปี 2552-2554 เป็นเงินล้านกว่าบาท ต่อมานายวรยุทธได้รับแจ้งจากธนาคารว่ากำลังหลุดจำนอง จึงเอาเงินไปไถ่ถอนคืน
เมื่อเรียบร้อยแล้วกลับพบว่าบังฟัตไม่ยอมคืนโฉนดให้ จนเกิดความขัดแย้งถึงขั้นผู้ใหญ่วรยุทธ ขู่จะฆ่าล้างโคตร
จนกระทั่งบังฟัตเคยถูกลอบยิงมาแล้ว เมื่อปี 2556 แต่ไม่เป็นอะไร จึงไม่ได้แจ้งความ แต่ก็ผูกใจเจ็บเรื่อยมา

มาครั้งนี้จึงตั้งใจก่อเหตุ โดยก่อนหน้านี้เคยวางแผนลงมือแล้ว 3 ครั้งแต่ไม่สำเร็จ
มาสำเร็จเอาครั้งนี้ โดยบังฟัตเรียกลูกน้องให้มารับงาน อ้างว่าจะมาทวงหนี้เงินกู้ โดยให้เปลี่ยนเป็นชุดลายพรางเพื่อสะดวกในการผ่านด่านตรวจ พร้อมให้ลูกน้องเรียกตัวเองว่าผู้พัน
ครั้งแรกตั้งใจจะฆ่าแค่ผู้ใหญ่บ้านและเมีย เพราะเป็นเจ้าของโฉนด แต่เนื่องจากอยู่ในบ้านเหยื่อนาน จนพยานจำหน้าได้หมด แถมขณะกำลังเจรจากับผู้ใหญ่ นายวรยุทธ ก็เรียกชื่อ ‘โทริ’ ซึ่งเป็นฉายาของบังฟัต เมื่อครั้งชกมวย
ทำให้ตัดสินใจฆ่าปิดปาก แล้วอำพรางคดีเป็นเครียดปัญหาหนี้สิน โดยให้เซ็นโอนรถยาริส และโทรศัพท์ไปยืมเงินเพื่อน ให้โอนเข้าบัญชี 5 แสนบาท
จากนั้นเอารถยาริสไปด้วย เพื่ออำพรางคดี
แม้จะคิดว่าแผนที่วางไว้เหนือชั้นแล้ว ก็ต้องจนมุม เมื่อเจอมือปราบอย่างพล.ต.อ.จักรทิพย์ ที่บินลงคุมคดีด้วยตัวเอง
ใช้เวลาเพียง 5 วัน ก็สามารถคลี่คลาย จับกุมผู้ต้องสงสัย แถมสอบสวนจนยอมเปิดปาก นำไปชี้จุดเผารถ ทำลายหลักฐาน และจุดซ่อนเร้นอาวุธปืนก่อเหตุ
ปิดคดีลงได้อย่างสวยงาม