“สุรชัย ส้มเกลี้ยง”
เรื่อง/ภาพ
เย็นวันที่ 2 ก.ย. ศูนย์วิทยุ 191 สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี รับแจ้งเหตุจี้ชิงทรัพย์ภายในบริษัทศุภกิตติ์มอเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นร้านตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ตั้งอยู่บริเวณใกล้สี่แยกแสงเพชร ถ.ชนเกษม เขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ห่างจากศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประมาณ 100 เมตร จึงประสาน พ.ต.ท.ศุภสัณห์ สุขแก้ว สว.สอบสวนสภ.เมืองสุราษฎร์ธานี นำกำลังเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ
ที่เกิดเหตุภายในบริษัทพบน.ส. พรทิพย์ เดชนุ่น อยู่บ้านเลขที่ 5 หมู่ 1 ต.ไสหมาก อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรม ราช เป็นพนักงานฝ่ายการเงินของบริษัท และพนักงานคนอื่นๆ ยืนรอพบเจ้าหน้าที่อยู่ด้วยสีหน้าตื่นตกใจ
สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ระหว่างเกิดเหตุเป็นเวลาปิดทำการบริษัทแล้ว มีพนักงานอยู่ภายในร้าน ประมาณ 5 คนกำลังเช็กสต๊อกรถ เก็บรถที่จอดโชว์เพื่อเตรียมปิดร้านและพนักงานฝ่ายการเงินกำลังรวบรวมเงินเพื่อปิดบัญชี

มีคนร้ายเป็นผู้ชาย 1 คนรูปร่างสูงใหญ่ สวมเสื้อยืดแขนสั้นสีดำ กางเกง ยีนส์ขายาว รองเท้าผ้าใบสีดำพื้นขาว สวมหมวกปีกลายพรางแบบทหารและมีผ้าลายพรางปิดอำพรางใบหน้า สวมทับด้วยแว่นตาดำ ที่แขน 2 ข้างมีรอยสัก บุกเข้ามาใช้อาวุธปืนพกสั้นแบบแม็กกาซีน จี้ น.ส.พรทิพย์ บังคับให้ส่งถุงพลาสติกบรรจุเงินให้ ที่เตรียมนำเข้าตู้เซฟไปจำนวน 880,000 บาท
หลังก่อเหตุคนร้ายได้วิ่งข้ามเกาะกลางถนนชนเกษม ไปอีกฝั่งหนึ่งขึ้นรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟน้ำเงิน-ดำ ทะเบียนป้ายแดงไม่ทราบหมายเลข ที่มีเพื่อนอีกคนติดเครื่องจอดรออยู่หน้าโรงเรียนสอนพิเศษเคมี อ.อุ๊ ขับมุ่งหน้าไปทางโรงเรียนมานิตานุเคราะห์ เข้าทางถนนตัดใหม่เสม็ดเรียง
ภายหลังสอบปากคำเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งวิทยุสกัดจับแต่ยังไม่พบตัว
ต่อมาพล.ต.ต.อภิชาติ บุญศรีโรจน์ ผกก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี รับรายงานเหตุร้าย พร้อมสั่งการให้ พ.ต.อ.วิชอบ เกิดเกลี้ยง รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี นำทีมสืบสวนเข้าสอบสวนคลี่คลายคดี โดยให้กองกำกับการสืบสวน ชุดสืบสวนตำรวจภูธร จ.สุราษฎร์ธานี ร่วมกับชุดสืบสวน สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี ออกสืบสวนหาข่าว พร้อมชุดอุปกรณ์พิเศษสภ.เมืองสุราษฎร์ธานี เข้าแกะรอยคนร้าย
ตำรวจเชื่อว่าคนร้ายน่าจะมีการวางแผนมาล่วงหน้า อย่างดี อาจเคยมาดูลาดเลาไว้ก่อน หรือคนร้ายอาจเคยเป็นพนักงาน-อดีตพนักงาน หรือแม้แต่มีคนในคอยให้ข้อมูลและชี้ช่องทางก่อเหตุ เรียกว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องล้วนอยู่ในข่ายต้องสอบสวนทั้งหมด

ชุดสืบสวนนำภาพจากกล้องวงจรปิดทั้งในร้านที่เกิดเหตุและโดยรอบๆ มาตรวจสอบย้อนไปมาทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ ก่อนจะสะดุดใจกับพฤติกรรมบางอย่างของ น.ส.พรทิพย์ ที่พบว่าก่อนถูกปล้นเจ้าตัวนับเงินใส่ถุงพลาสติกแล้วนำเก็บใส่ลิ้นชักล็อกลูกกุญแจเรียบร้อยแล้ว จากนั้นเจ้าตัวก็โทรศัพท์สักครู่หนึ่ง ก่อนที่จะไขลิ้นชัก นำถุงเงินออกมาวางไว้บนโต๊ะอีกครั้ง จากนั้นคนร้ายจึงเข้ามาลงมือก่อเหตุ
น.ส.พรทิพย์ ถูกเชิญตัวมาสอบเครียด ซึ่งแน่นอนว่า เจ้าตัวยืนการปฏิเสธเสียงลั่น รวมทั้งเรื่องการโทรศัพท์ที่แม้จะลบข้อมูลการโทร.จากเครื่องไปแล้ว แต่ตร.ก็ขอข้อมูลจากบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายจนได้หลักฐานว่ามีการโทร.จริงๆ โดยเป็นการโทร.ไปยังมือถือของแฟนหนุ่มของเจ้าตัว แม้จะมีหลักฐานมัดแน่นแต่เจ้าตัวก็ไม่ปริปากรับแต่อย่างใด
แต่ขณะที่ตำรวจสอบสวนน.ส. พรทิพย์อยู่นั้น ปรากฏว่านายเรวัติ คนล้ำ อายุ 30 ปี อยู่หมู่ 6 ต.วัดประดู่ อ.เมืองสุราษฎร์ธานี แฟนหนุ่มได้เข้ามาพบ เจ้าหน้าที่เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่เมื่อเจอกับหลักฐานที่แน่นหนาเจ้าตัวก็ยอมรับสารภาพในที่สุด ก่อนพาชุดสืบสวนไปตรวจยึดของกลางที่พงหญ้าในซอยชนเกษม 26 ประกอบด้วย เสื้อผ้าและปืนปลอมทำด้วยกระดาษพันผ้าเทปสีดำ
ส่วนเงินสดที่ถูกบรรจุไว้ในถุงดำ จำนวน 7.7 แสนบาท ถูกซ่อนอยู่ที่บ้าน บนถนนโฉลกรัฐ อ.เมืองสุราษฎร์ธานี พร้อมรถ จยย.ฮอนด้า คันก่อเหตุ ซึ่งนายเรวัติ อ้างว่าเงินส่วนหนึ่งหล่นหายระหว่างขี่รถหลบหนี
พ.ต.อ.วิชอบ เผยว่า หลังจากเกิดเหตุชุดสืบสวนใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงเศษก็สามารถรวบตัวผู้ก่อเหตุได้ และจากการสอบสวนนายเรวัติ ให้การรับสารภาพว่า ร่วมกับแฟนสาวก่อเหตุใช้ปืนปลอมจี้ชิงทรัพย์ เนื่องจากตกงาน มีหนี้สินหลายอย่างทั้งค่าบ้าน ค่างวดรถและหนี้บัตรต่างๆ ที่เป็นชื่อแฟนสาว
นายเรวัติให้การว่า ขี่รถจักรยานยนต์ติดแผ่นป้ายทะเบียนปลอมและแต่งกายอำพรางมิดชิดเข้าก่อเหตุและหลบหนี ซึ่งขณะหลบหนีได้ทำเงินจำนวนหนึ่งหล่นหาย ก่อนที่ถูกจับกุมได้ในที่สุด
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ ได้สืบสวนสอบสวนเพื่อหาเงินของกลางที่ขาดหายและให้พิสูจน์หลักฐาน 8 เข้าตรวจสอบ เพื่อเก็บพยานหลักฐานใช้ในสำนวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป