แฟ้มคดี
มีความคืบหน้ามาเป็นลำดับ สำหรับคดีลุงวิศวะยิงดับน.ร. ม.4
เมื่ออัยการส่งฟ้องลุงในข้อหาเจตนาฆ่า
ในขณะที่กลุ่มวัยรุ่นเอง ก็โดนคดี
ซึ่งคดีดังกล่าวเป็นคดีที่มีผู้สนใจอย่างมากเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
โดยต้นเหตุของเรื่องมีที่มาแค่จอดรถขวางกัน นำมาสู่การวิวาทรุนแรงและการฆาตกรรม
จากกลุ่มคน 2 กลุ่มที่ไปเที่ยวทะเลอย่างมีความสุข ต้องประสบกับความสูญเสียอย่างที่ไม่สามารถเอากลับคืนได้
ไม่เพียงแค่นั้นเหตุการณ์นี้ยังมีคลิปวิดีโอเหตุการณ์ ซึ่งทำให้คนในสังคมที่ได้รับชมต่างมีความเห็นกันไปคนละทาง
แต่สุดท้ายทั้งหมดก็เป็นอุทาหรณ์ ที่ทุกคนควรตระหนัก ไม่ให้ความโกรธ การใช้อารมณ์เข้าครอบงำ
ไม่ให้เกิดสูญเสียเช่นนี้อีก
- อัยการสั่งฟ้องฆ่าโดยเจตนา
วันที่ 4 ก.ย. นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 50 ปี วิศวกรที่ก่อเหตุยิง นายนวพล ผึ่งผาย หรือ ปอน อายุ 17 ปี นักเรียนชั้นม.4 โรงเรียนชื่อดัง เสียชีวิตริมถนนตลาดอ่างศิลา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็เดินทางพบอัยการจังหวัดชลบุรี เพื่อรับทราบข้อหา
โดยนายชิงชัย โชติแสง อัยการจังหวัดชลบุรี แจ้งข้อหานายสุเทพในข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร”
ส่วนกลุ่มวัยรุ่นคู่กรณีได้แยกเป็น 2 ส่วน คือพวกที่พ้นเกณฑ์เยาวชน 3 คน ถูกตั้งข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ร่วมกันทำร้ายเจ้าพนักงาน และร่วมกันทำร้ายผู้อื่น ขณะที่คนขับรถตู้ตั้งข้อหาจอดรถลักษณะกีดขวางการจราจร กับเยาวชน 1 คน อยู่สถานพินิจเด็กและเยาวชนแล้ว
ยืนยันว่าคดีนี้ทางสำนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี พิจารณาตามหลักฐาน ไม่ใช่ตามกระแสสังคม พิจารณาแบบตรงไปตรงมา เพราะไม่รู้จักกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษ หลังจากนี้ก็ขอให้ทั้งสองฝ่ายหาพยานหลักฐานเพื่อเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาลต่อไป
จากนั้นเจ้าหน้าที่นำตัวนายสุเทพ เดินทางไปที่ศาลจังหวัดชลบุรี เพื่อส่งฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ 2941/2560 โดยศาลได้อ่านคำฟ้องสรุปว่าเมื่อวันที่ 4 ก.พ. นายสุเทพ ใช้อาวุธปืนขนาด .380 ยิงนายนวพล ผึ่งผาย เข้าที่ราวนมซ้าย 1 นัด กระสุนฝังใน เสียชีวิตในขณะนำส่ง ร.พ.ชลบุรี
ซึ่งนายสุเทพให้การปฏิเสธข้อหาฆ่า ผู้อื่นโดยเจตนา รับสารภาพข้อหาพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร โดยศาลนัดคุ้มครองสิทธิ์เพื่อให้นายสุเทพไกล่เกลี่ยกับคู่กรณีในวันที่ 17 ต.ค.นี้
จากนั้นศาลอ่านคำฟ้องคดีหมายดำเลขที่ 2933/2560 อัยการจังหวัดชลบุรีเป็นโจทก์ ฟ้องนายณัฐวุฒิ โสมทัศน์ นายอดิศร แสนศักดิ์ และนายกมล แจ่มวัย ในข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ร่วมกันทำร้ายเจ้าพนักงาน และร่วมกันทำร้ายผู้อื่น ส่วนนายนิพนธ์ ทองสี คนขับรถตู้ถูกฟ้องในข้อหาจอดรถลักษณะกีดขวางการจราจร
โดยคำฟ้องระบุว่าในวันเวลาที่เกิดเหตุเดียวกัน นายณัฐวุฒิกับพวกได้รุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่มาระงับเหตุทะเลาะวิวาท และรุมทำร้ายนายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งนายณัฐวุฒิกับพวกรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 7 พ.ย.
ต่อมานายสุเทพ ใช้กรมธรรม์ประกันภัยวงเงิน 500,000 บาท เป็นหลักทรัพย์ ยื่นประกันตัว ขณะที่ฝ่ายวัยรุ่นคู่กรณี ทั้ง 4 คน ยื่นประกันตัว ด้วยเงินสด คนละ 80,000 บาท ศาลอนุญาตให้ประกัน
ขณะที่นายสุเทพเปิดเผยว่า รู้สึกเครียด แต่ก็ต้องหาหนทางต่อสู้คดีต่อไป และจะต้องอยู่ให้ได้เพื่อปกป้องครอบครัว อยากถามว่าตนปกป้องครอบครัวจากกลุ่มคนที่จะเข้ามาทำร้าย แต่โดนข้อหาฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา แต่อีกฝ่ายเป็นกลุ่มมาเหมือน จะเข้ามาฆ่าตนแต่กลับโดนข้อหาทำร้ายร่างกาย
ต้องรอให้กลุ่มวัยรุ่นเข้ามาทำร้ายครอบครัวตนให้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตก่อนใช่ไหม
เป็นอีกมุมมองซึ่งต้องไปพิสูจน์กันในชั้นศาล
- ย้อนนาทีลุงวิศวะยิงม.4
เมื่อย้อนไปคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 4 ก.พ. โดย พ.ต.ท.จิรวัฒน์ จันทร์สีเพชร พนักงานสอบสวน สภ.แสนสุข จ.ชลบุรี รับแจ้งเหตุยิงกันที่ถนนสายอ่างศิลา ใกล้กับตลาดอ่างศิลา อ.เมือง จ.ชลบุรี
ที่เกิดเหตุ พบ นายนวพล หรือ ปอน อายุ 17 ปี ถูกยิงด้วยปืน .380 เข้าที่ราวนมข้างซ้าย กระสุนฝังใน นอนหายใจรวยริน เจ้าหน้าที่มูลนิธินำส่งโรงพยาบาลชลบุรี
แต่ก็ไม่สามารถยื้อไว้ได้ เสียชีวิตในเวลาต่อมา
ตำรวจสามารถจับกุมนายสุเทพ ในสภาพสะบักสะบอม พร้อมของกลางอาวุธปืนยี่ห้อรูเกอร์ ขนาด .380 ที่ใช้ก่อเหตุ
โดยนายสุเทพให้การว่า ก่อนเกิดเหตุเดินทางมาพร้อมครอบครัว ด้วยรถเก๋ง มาสด้าสีเทา ทะเบียน ฌต 5057 กทม. เพื่อเที่ยวชายหาดบางแสน ขากลับแวะซื้อของที่ระลึก แล้วเกิดทะเลาะกับกลุ่มวัยรุ่นที่เหมารถตู้จอดรถขวางกันที่สะพานปลาอ่างศิลา
จากนั้นจึงขับรถมาทางเส้นอ่างศิลา-สุขุมวิท แล้วมีรถเก๋งวีออส และรถตู้คันดังกล่าวขับตามมา บีบแตรและเปิดไฟสูงใส่ เมื่อถึงตลาดอ่างศิลา เห็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิจอดอยู่ จึงจอดรถเข้าไปขอความช่วยเหลือ
แต่ก็ถูกกลุ่มวัยรุ่นหลายคนกรูเข้ามาล้อมรถตะโกนโวยวาย พยายามเปิดประตูรถที่มีแม่-เมีย และลูกอยู่ พยายามเจราจาก็ไม่ฟัง ซ้ำยังเปิดประตูชกต่อยที่ใบหน้าจนแว่นตาตกแตก
จึงหยิบปืนที่วางอยู่ข้างลำตัวยิงไป 1 นัด แต่ก็ไม่รู้ว่าถูกใคร จนรู้ว่ามีคนเจ็บ จึงรอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
แต่กลุ่มวัยรุ่นที่เช่ารถตู้เผยว่า ขณะที่แวะซื้ออาหารทะเลที่สะพานปลาอ่างศิลา โดยคนขับรถตู้นำรถไปจอดข้างถนน เนื่องจากไม่มีที่จอด แล้วขวางทางรถของนายสุเทพ เป็นเหตุให้มีปากเสียงตะโกนด่าทอกัน โดยคนในรถเก๋งชักปืนข่มขู่ จึงไม่พอใจ
ก่อนจะเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น
ต่อมาก็มีคลิปเหตุการณ์จากกล้องหน้ารถของนายสุเทพ ส่วนหนึ่งออกมาเผยแพร่ เป็นเหตุการณ์ขณะที่นายสุเทพจอดรถอยู่ข้างทาง แล้วมีรถตู้เข้ามาจอดขวาง จากนั้นกลุ่มวัยรุ่นก็กรูกันลงมาจากรถ
พร้อมตะโกนถามว่า “มึงเก๋าเหรอ” พร้อมท้าทายให้ลงมาจากรถ
ขณะที่นายสุเทพถามว่า จะทำอะไร มันผ่านไปแล้ว ผมปาดหน้าคุณเหรอ ผมมากับเมียกับแม่ ผมขอร้อง
จากนั้นก็เป็นเสียงชุลมุน ก่อนจะมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด เป็นเหตุให้กลุ่มวัยรุ่นวิ่งหลบไป
ต่อด้วยเสียงของภรรยานายสุเทพ ที่ถามว่าพี่ยิงเขาเหรอ ให้เอาปืนมาให้ แต่นายสุเทพบอกว่า “ใช่ พี่ยิง มันต่อยพี่ แต่ไม่รู้ว่าถูกหรือไม่” แต่ปฏิเสธที่จะส่งปืนให้ภรรยา
สังคมก็ตัดสินว่ากลุ่มวัยรุ่นผิดทันที
- คลิปว่อน-กระแสสังคมซัด
แต่เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น เมื่อคลิปฉบับเต็มถูกเผยแพร่ออกมา ความเห็นของคนในสังคมก็เปลี่ยนไป
ซึ่งคลิปนั้นก็มาจากกล้องหน้ารถของวิศวกรนั่นเอง แต่เป็นเหตุการณ์ตั้งแต่ตอนต้น จะเห็นรถของวิศวกรกำลังจะขับออกจากบริเวณริมฟุตปาธข้างร้านค้า แต่รถตู้ของกลุ่มวัยรุ่นเข้ามาจอดขวางหน้า ทำให้รถของวิศวกรไม่สามารถออกได้
จากนั้นภรรยาได้ตะโกนเรียกคนขับรถแล้วบอกว่าจะออกรถ ส่วนวิศวกรบีบแตรและกะพริบไฟไล่
ตามมาด้วยเสียงภรรยากล่าวว่า “คุณก็รู้ว่าเขาจะออกรถ” ขณะที่มีเสียงตะโกนกลับมาว่า “รอแป๊บหนึ่งไม่ได้เหรอพี่”
วิศวกรจึงตะโกนบอกว่า “ที่จอดรถตั้งเยอะแยะ ว่างเยอะแยะ คุณจะมาจอดขวางได้อย่างไร”
ด้านกลุ่มวัยรุ่นตอบโต้ว่า “โธ่เอ๊ย รอไม่ได้หรือไง” ภรรยาจึงกล่าวว่า “ไม่ใช่ คุณไม่ควรจอดรถขวางแบบนี้”
วัยรุ่นจึงตะโกนกลับมาอีกว่า “แค่นี้รอไม่ได้ใช่ป่ะ”
จากนั้นคนขับรถเดินมาทางหน้ารถเห็นลักษณะเหมือนตะโกนอะไรบางอย่างที่ไม่ได้ยินเสียง
วิศวกรในสภาพโกรธ ตอบโต้ทันที ด้วยถ้อยคำหยาบคาย และคนขับรถได้เดินมาพูดอะไรบางอย่างหน้ารถลักษณะเหมือนตอบโต้กัน
วิศวกรจึงบอกว่า “มา มา มา” จากนั้นมีเสียงเหมือนเปิดซิป และเสียงผู้หญิงในรถลักษณะหวาดกลัวว่า “พี่เอาปืนมา”
เสียงวิศวกรตอบกลับด้วยความโมโหว่า “เตรียมไว้แล้ว ยิงกับแม่งเลย”!!!
เมื่อได้ฟังถ้อยคำทั้งหมด สภาพอารมณ์โกรธเกรี้ยวของคนในสังคมก็เบาลงอย่างเห็นได้ชัด
แต่ก็ถือเป็นว่าอุทาหรณ์ในการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาว่าไม่มีบทสรุปที่ดีอย่างแน่นอน
ต่อจากนี้ก็เป็นเรื่องในชั้นศาล ที่ทั้งสองฝ่ายต้องต่อสู้เพื่อความยุติธรรมของตัวเองต่อไป
