คอลัมน์ สดจากสนามข่าว
ถอดบทเรียนคดี‘จับตาย’ – เหตุการณ์ตำรวจวิสามัญฆาตกรรม นายนนทชัย หรือ โอ๊ต กรานเคารพ อายุ 35 ปี เป็นอีกหนึ่งคดีที่ตำรวจถูกสังคมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ ถึงขนาด พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ต้องรีบลงมาตรวจสอบด้วยตนเอง
ย้อนไปเมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 19 ม.ค. พ.ต.ท.รังสรรค์ ตุ้ยโชติ รองผกก. (สอบสวน) สน.บางเสาธง รับแจ้งเหตุมีชายคลุ้มคลั่ง เผาบ้านตัวเองและทำร้ายผู้อื่นในซอยบางพรม 54 ถนนบางพรม แขวงบางพรม เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ จึงนำกำลังรุดไปตรวจสอบ พร้อม พล.ต.ต.เอกชัย บุญวิสุทธิ์ ผบก.น.7, พ.ต.อ. ศุภศักดิ์ โปรียานนท์ ผกก.สน.บางเสาธง เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน เจ้าหน้าที่พฐ. แพทย์นิติเวช ร.พ.ศิริราช และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู

บ้านที่เกิดเหตุ
ที่เกิดเหตุบ้านเลขที่ 18/4 เป็นบ้านกึ่งไม้ กึ่งปูนชั้นเดียวปลูกอยู่ในที่ดินท้ายซอยมีเพลิงลุกไหม้ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังฉีดน้ำสกัดไฟนาน 30 นาทีจึงสงบ กลางถนนบางพรม พบศพ นายนนทชัย หรือ โอ๊ต กรานเคารพ อายุ 35 ปี ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมสภาพศพนอนตะแคงทับมีด จมกองเลือด ถูกกระสุนปืนเข้าที่กลางศีรษะ 1 นัด ไหปลาร้าขวา 1 นัด ขาขวา 3 นัด ใกล้มือมีรูปแม่กับรูปครอบครัวใส่กรอบ 2 ชิ้น
ส่วนที่บ้านพบศพนางอี๊ด แม่ผู้ตาย อายุ 64 ปี สภาพศพนอนหงายมีแผลเหวอะหวะ ที่ใบหน้าไม่เหลือเค้าเดิม ลิ้นถูกตัดขาด กรามถูกเลาะ นิ้วขาด 2 นิ้ว ตามร่างกายถูกเฉือนแล้วยัดพระเครื่องไว้ภายใน เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ให้มูลนิธิร่วมกตัญญูนำศพส่งสถาบันนิติเวช ร.พ.ศิริราช ชันสูตร พร้อมหาสารเสพติดในตัวนายนนทชัย เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย

จุดวิสามัญฯ
จากการสอบถามญาตินายนนทชัย ผู้ตาย กล่าวว่า นายนนทชัยอาละวาดมาเป็นปี เป็นที่เอือมระอาของคนในละแวกนี้ ตอนแรกทำร้ายแต่แม่ตัวเอง แต่ระยะหลังทำร้ายญาติพี่น้องคนอื่นด้วย ที่ผ่านมาแจ้งเรื่องไปหลายครั้ง แต่ตำรวจไม่ดำเนินการจับกุมเนื่องจากไม่ใช่เหตุซึ่งหน้า ขณะที่พี่ชายนายนนทชัยกล่าวว่า น้องเคยประสบอุบัติเหตุเมื่อปี 2563 ทำให้กลายเป็นคนสองบุคลิกมีอารมณ์รุนแรง ยืนยันว่าไม่ได้เสพยาเสพติด แต่ที่ลงมือก่อเหตุนั้นคาดว่าเกิดจากความเครียดและควบคุมตัวเองไม่อยู่

รับศพที่นิติเวช
หลังเกิดเหตุ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น., พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผบช.น., พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผบช.น. เดินทางมาร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ ก่อนเผยรายละเอียดเหตุการณ์ว่า เมื่อตอนเช้าตำรวจรับแจ้งเหตุมีคนคลุ้มคลั่งจะเผาบ้าน และทำร้ายผู้อื่น ต่อมา ร.ต.อ.ชูชาติ ลักษิตานนท์ รองสว.จราจร สน.บางเสาธง มาตรวจสอบและอำนวยการจราจรให้รถดับเพลิง พบชาย ดังกล่าววิ่งมุดรั้วกำแพงช่องหลังบ้านออกมาที่ป่ากล้วยข้างๆ กันปรี่เข้าใส่ เจ้าหน้าที่จึงยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อตักเตือนไป 2 นัด ชายคลุ้มคลั่งมีท่าทีจะหยุดจึงสั่งให้วางอาวุธมีด ขณะที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าไปเตะมีดออก คนร้ายกลับจับมีดและพุ่งเข้าใส่ทันที เจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องวิสามัญดังกล่าว ส่วนที่หน้าบ้านพบศพหญิงสูงวัยซึ่งเป็นแม่ผู้ก่อเหตุ

ญาติให้ข้อมูล
จากการตรวจสอบประวัติพบว่านาย นนทชัยเคยก่ออาชญากรรมมาโชกโชนตั้งแต่อายุ 14 ปี ทั้งคดีชิงทรัพย์และร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยมีอาวุธ เมื่อปี 2548 พื้นที่ สน.ตลิ่งชัน และในพื้นที่ใกล้เคียงอีกกว่า 20 คดี เมื่อพ้นโทษก็มาประกอบอาชีพรับจ้างแล้วประสบอุบัติเหตุเมื่อ ปี 2563 ก่อนจะไม่ได้ประกอบอาชีพใด ทั้งนี้จากการตรวจสอบในบ้านยังไม่พบยาเสพติด ส่วนสาเหตุที่ลงมือนั้นยังต้องรวบรวมหลักฐานว่ามีประวัติเสพยา เสพติดหรือไม่ สำหรับเรื่องที่ญาติผู้ตายบอกว่าเคยแจ้งเรื่องให้ตำรวจมาคุมตัวไป แต่เจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการให้นั้นก็จะตรวจสอบอีกครั้ง
ต่อมาวันที่ 21 ม.ค. ที่ สน. บางเสาธง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. พร้อมพล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น., พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผบช.น., พล.ต.ต.เอกชัย บุญวิสุทธิ์ ผบก.น.7 และ พ.ต.อ.ศุภศักดิ์ โปรียานนท์ ผกก.สน.บางเสาธง ร่วมติดตามความคืบหน้ากรณีดังกล่าว โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์เผยว่า ในฐานะ ผบ.ตร. จึงมาดูแลเรื่องการบริหารนโยบายว่าสาเหตุเกิดมาจากอะไร เป็นที่ระบบหรือผู้ปฏิบัติกลไกไม่ทันสมัยพอ มีข้อจำกัดใด มาจากความประพฤติส่วนตัวหรือไม่ หากพบว่าเป็นความบกพร่องของ เจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินการและจะทำอย่างไรต่อไปไม่ให้เกิดเหตุแบบนี้ที่อื่นอีก

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ประชุมด่วน
อย่างไรก็ตามจะต้องทบทวนการฝึกซ้อมการระงับเหตุ รวมถึงทบทวนความรู้ในข้อกฎหมายว่าผู้ปฏิบัติทราบหรือไม่ เช่น พ.ร.บ.สุขภาพจิต มาตรา 24 ให้อำนาจฝ่ายปกครองหรือตำรวจนำตัวผู้ที่มีอาการทางจิตส่งไปตรวจได้ ทั้งนี้ระยะเวลาการเข้าระงับเหตุนั้นปกติกำหนดไว้ที่ 3 นาที แต่ยอมรับว่าไม่เคยทำได้เต็มประสิทธิภาพ จากการฝึกซ้อมก็อยู่ที่ 7 นาที จึงต้องดูตามพื้นที่ไป
สำหรับกรณีนี้ทราบว่าตำรวจที่รับแจ้งเหตุให้ไปควบคุมตัวนั้นเป็นคนละคน เนื่องจากเป็นการแจ้งหลายครั้ง ต่างช่วงเวลาและไม่มีการสรุปว่าคดีที่รับแจ้งเป็นคนเดียวกันหรือไม่ จึงสั่งให้สำรวจเหตุซ้ำๆ ในทุก โรงพัก แม้จะเป็นเหตุเล็กๆ เช่น คนเมาก่อความเดือดร้อนรำคาญ หรือมีคนที่ภาวะผิดปกติทางจิตที่อาจก่ออันตรายกับผู้อื่น จะต้องมีบทสรุปของเรื่องนั้นๆ เช่น ผู้ก่อเหตุชื่ออะไร ระงับเหตุอย่างไร จะก่อเหตุซ้ำหรือไม่
วัวหายแล้วล้อมคอก ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้เหตุร้ายเกิดขึ้นซ้ำๆ