เปิดคำพิพากษาศาลฎีกา ยกฟ้อง‘ชายชุดดำ’ปี 53 ทวงถามคดีเลือด 99 ศพ ผ่านมา11ปี-ไม่คืบหน้า
: แฟ้มคดี
เปิดคำพิพากษาศาลฎีกา ยกฟ้อง‘ชายชุดดำ’ปี 53 ทวงถามคดีเลือด 99 ศพ ผ่านมา11ปี-ไม่คืบหน้า
: แฟ้มคดี – เป็นบทสรุปที่สำคัญที่คลี่คลายคดีเลือด ปี 2553 ไปอีกเปลาะ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ยกฟ้องในคดีชายชุดดำ ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มกองกำลังติดอาวุธเข้าถล่มเจ้าหน้าที่ทหาร ที่แยกคอกวัวเมื่อค่ำวันที่ 10 เม.ย. 2553
ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ทหารบาดเจ็บและเสียชีวิต ในการขอคืนพื้นที่ภายใต้คำสั่งของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ตามมาด้วยการกระชับพื้นที่ ใช้กระสุนจริง จนมีประชาชน และคนเสื้อแดง เสียชีวิตอีกหลายสิบศพ
กลายเป็นคดีเลือด 99 ศพ ที่เป็นการสังหารหมู่กลางกรุงที่น่าอนาถที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย
ชี้ชัดๆ ว่าไม่มีชายชุดดำ ไม่มีกองกำลังประชาชนติดอาวุธมาก่อเหตุ!??
ส่วนใครจะเป็นผู้ลงมือฆ่าเจ้าหน้าที่ทหาร รวมทั้งพล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม เสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ เช่นเดียวกับใครที่สั่งฆ่าประชาชน 99 ศพ
ก็ยังเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้
**ศาลยกฟ้องคดีชายชุดดำ
คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 16 ก.พ. ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ คดีหมายเลขดำ อ.4022/2557 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายกิตติศักดิ์ หรืออ้วน สุ่มศรี ชาวกรุงเทพมหานคร, นายปรีชา หรือไก่เตี้ย อยู่เย็น ชาวจังหวัดเชียงใหม่, นายรณฤทธิ์ หรือนะ สุริชา ชาวจังหวัดอุบลราชธานี, นายชำนาญ หรือเล็ก ภาคีฉาย ชาวกรุงเทพมหานคร และนางปุนิกา หรืออร ชูศรี ชาวกรุงเทพมหานคร เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธ เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ.2490 มาตรา 4, 8 ทวิ 55, 72, 78 และข้อหาพาอาวุธปืนไปในเมือง ที่ชุมชน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต
โดยคำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 จำเลยทั้ง 5 กับพวกที่ยังหลบหนี และพวกที่ถึงแก่ความตายไปแล้ว บังอาจร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยร่วมกันพาอาวุธ เครื่องกระสุน และวัตถุระเบิด ที่สามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินให้เกิดความเสียหายได้ อาทิ เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ปืนเอ็ม 16 ปืนเอชเค 33 หรือปืนอาก้า ซึ่งนายทะเบียน จะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ไปตามบริเวณแยกคอกวัว ถนนตะนาว ถนนประชาธิปไตย แขวงบวรนิเวศน์ เขตพระนคร กทม. ซึ่งเป็นเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์

กระชับพื้นที่
ทั้งในเวลาเกิดเหตุมีการชุมนุมกันของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งวัน เวลาเกิดเหตุ เจ้าพนักงานยึดได้อาวุธสงครามของกลาง
กระทั่งวันที่ 11 ก.ย. 2557 เจ้าพนักงานติดตามจับกุมพวกจำเลยทั้ง 5 ส่งพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินคดี
ทั้งนี้ ศาลอ่านคำพิพากษาผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ให้นายกิตติศักดิ์ จำเลยที่ 1 ฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ส่วนจำเลยอื่นไม่ได้ยื่นฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกา บรรยายพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยนำสืบโดยละเอียด บางส่วนของคำพิพากษาอธิบายถึงบันทึกถ้อยคำให้การ ซึ่งมีลักษณะลอกเลียนกันมาเกือบเหมือนกันทุกถ้อยคำ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งบรรยายถึงพยานโจทก์ที่ระบุเห็นผู้ตะโกนด่าพยานจากรถตู้เป็นจำเลยที่ 1 ซึ่งปกติความสามารถในการจดจำบุคคลจะลดน้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่พยานเบิกความในคดีไต่สวนการตายของนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ พยานกลับจำตำหนิรูปพรรณของชายบนรถตู้ไม่ได้ ต่างกับที่เบิกความว่าเป็นจำเลยที่ 1 จึงมีน้ำหนักน้อย
พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีความสงสัยตามสมควร ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้ศาลอาญาออกหมายปล่อย
เป็นคำยืนยันชัดเจนว่าจำเลยที่ติดคุกมา 7 ปี เป็นผู้บริสุทธิ์

6 ศพ วัดปทุมฯ
**ศาลชี้ไม่ใช่ก่อการร้าย
สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2560 พิพากษาว่า นายกิตติศักดิ์ จำเลยที่ 1 และนายปรีชา จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธ เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ.2490 มาตรา 4, 8 ทวิ 55, 72,78 ให้จำคุกคนละ 8 ปี และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง ที่ชุมชน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 10 ปี ส่วนจำเลยที่ 3-5 พิพากษายกฟ้อง
ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2563 ให้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุกจำเลยที่ 1-2 คนละ 10 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 3-5 แต่ให้ขังไว้ระหว่างฎีกา
จนมาได้ข้อสรุปในชั้นศาลฎีกา
โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2562 ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาคดีก่อการร้าย คดีหมายเลขดำ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อายุ 71 ปี อดีตประธาน นปช. และพวกรวม 24 คน ในความผิดข้อหาร่วมกันก่อการร้าย
พิเคราะห์พยานหลักฐานที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบแล้วเห็นว่า การเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง โต้แย้ง หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ หรือให้ได้รับความเป็นธร
การชุมนุมของ นปช.เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องทางการเมืองให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภาแล้วจัดให้มีการเลือกตั้งกันใหม่ เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม โดยเฉพาะเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. 2553 ก็ไม่มีพยานปากใดเบิกความยืนยันว่า เป็นการกระทำของกลุ่มนปช.
นอกจากนี้การปราศรัยเรียกร้องให้ประชาชนต่อต้านการทำรัฐประหาร เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่สามารถกระทำได้ ไม่ถือเป็นความผิดต่อกฎหมายแต่อย่างใด

ทหารตรึง 10 เม.ย.2553
ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องทางการเมือง ซึ่ง แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมประกาศแนวทางการต่อสู้มาโดยตลอดว่าเป็นการชุมนุมโดย สันติวิธี สงบ และปราศจากอาวุธ
การกระทำของจำเลยที่ 1-15 และจำเลยที่ 18-24 จึงไม่เป็นความผิด พิพากษายกฟ้อง
ยืนยันชัดเจนไม่มีพฤติกรรมก่อการร้าย
**ย้อนคำสั่ง 19 ศพเสื้อแดง
อย่างไรก็ตามแม้ว่าคดีความอื่นๆ จะมีความคืบหน้า แต่ที่น่าเสียดายที่สุดคือเรื่องความตาย 99 ศพ ในการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 กลับยังไม่มีความคืบหน้า
ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการไต่สวนความตายอย่างน้อย 17 ศพ ประกอบด้วย 1.นายพัน คำกอง ถูกยิงเสียชีวิตวันที่ 15 พ.ค.2553 หน้าคอนโดฯ ไอดีโอ ใกล้แอร์พอร์ตลิงก์ 2.นายชาญณรงค์ พลศรีลา ถูกยิงเสียชีวิตวันที่ 15 พ.ค.2553 หน้าปั๊มเชลล์ ถ.ราชปรารภ 3.นายชาติชาย ชาเหลา ถูกยิงเสียชีวิตวันที่ 13 พ.ค.2553 หน้าอาคารอื้อจือเหลียง ถ.พระราม 4
4.ด.ช.คุณากร หรือ อีซา ศรีสุวรรณ อายุ 14 ปี ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณสถานีแอร์พอร์ตลิงก์ ซ.หมอเหล็ง หน้าโรงภาพยนตร์โอเอ ถ.ราชปรารภ วันที่ 15 พ.ค.2553
5.พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ ถูกยิงเสียชีวิตวันที่ 28 เม.ย.2553 หน้าอนุสรณ์สถาน ถ.วิภาวดีรังสิต ศาลมีคำสั่งว่า เสียชีวิตจากกระสุนปืนความเร็วสูงจากเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่
6.นายฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพอิตาลี ถูกยิงเสียชีวิตวันที่ 19 พ.ค.2553 ถ.ราชดำริ ศาลมีคำสั่งว่าถูกยิงด้วยกระสุนปืนทะลุหัวใจ ปอด ตับ เสียโลหิตปริมาณมาก โดยมีวิถีกระสุนปืนยิงมาจากด้านเจ้าพนักงานที่กำลังเคลื่อนเข้ามาควบคุมพื้นที่จากทางแยกศาลาแดง มุ่งหน้าไปแยกราชดำริ โดยยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ
7.นายรพ สุขสถิต 8.นายมงคล เข็มทอง 9.นายสุวัน ศรีรักษา 10.นายอัฐชัย ชุมจันทร์ 11.นายอัครเดช ขันแก้ว และ 12.น.ส.กมนเกด อัคฮาด ถูกยิงเสียชีวิตหน้าวัดปทุมวนาราม ถ.พระราม 1 วันที่ 19 พ.ค.2553 ศาลมีคำสั่งว่า ถูกยิงด้วยกระสุนปืนที่มีวิถีกระสุนมาจากเจ้าหน้าที่บนรางรถไฟฟ้า บีทีเอส
13.นายจรูญ ฉายแม้น และ 14.นายสยาม วัฒนนุกูล ถูกยิงเสียชีวิตวันที่ 10 เม.ย.2553 หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ถ.ดินสอ ศาลมีคำสั่งว่า ถูกยิงด้วยกระสุนปืนที่มีวิถีกระสุนมาจากฝ่ายเจ้าพนักงาน 15.นายถวิล คำมูล ถูกยิงเสียชีวิตวันที่ 19 พ.ค.2553 บริเวณป้ายรถแท็กซี่ข้างรั้วสวนลุมพินี ถ.ราชดำริ ศาลมีคำสั่งว่า ถูกวิถีกระสุนปืนยิงมาจากด้านเจ้าหน้าที่ทหารที่กำลังเคลื่อนกำลังพลเข้ามาควบคุมพื้นที่จากแยกศาลาแดง
16.นายนรินทร์ ศรีชมภู ถูกยิงเสียชีวิตวันที่ 19 พ.ค.2553 บริเวณทางเท้าหน้าคอนโดบ้านราชดำริ ถ.ราชดำริ ใกล้แยกสารสิน ศาลมีคำสั่งว่า วิถีกระสุนปืนมาจากทางด้านเจ้าหน้าที่ทหารตามคำสั่งของ ศอฉ.
17.นายเกรียงไกร คำน้อย ถูกยิงเสียชีวิตเป็นศพแรกในเหตุการณ์สลายการชุมนุม นปช. บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ข้างกำแพงกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 ศาลมีคำสั่งว่า ถูกยิงด้วยกระสุนปืนความเร็วสูง ซึ่งมีวิถีกระสุนมาจากเจ้าหน้าที่ทหาร
ยังเป็นคดีเลือดที่รอความยุติธรรมว่าจะมาถึงเมื่อใด