สดจากสนามข่าว

ณเดช โรจนประดิษฐ์ เรื่อง/ภาพ

“กูอยากโดนจับตาย” เสียงตะโกนอย่างบ้าคลั่งของ นายเอกลักษณ์ ประดาอินทร์ หรือเอก อายุ 31 ปี หรือฉายา “เอก น้ำเต้า” ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากด้วย มันหมายถึงคนร้ายกำลังบอกว่าพร้อมจะสู้ตาย!

เหตุระทึกขวัญเกิดขึ้นเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 29 ต.ค. ร.ต.อ.ณรงค์ศักดิ์ เทพจันตา รอง สว.(สอบสวน) สน.ปทุมวัน รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนจี้ตัวประกันภายในร้านเสริมสวย สุประวีณ์ ตั้งอยู่เลขที่ 185/15 ซอยพระรามที่ 6 ซอย 15 (วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร) ถนนพระราม 6 แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กทม.

หลังรับแจ้ง ร.ต.อ.ณรงค์ศักดิ์ รีบรายงานเหตุร้ายให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนนำกำลังรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยพ.ต.อ.ภพธร จิตต์หมั่น ผกก.สน.ปทุมวัน พ.ต.ท.อาทิตย์ ซิ้มเจริญ รอง ผกก.สส.สน.ปทุมวัน ร.ต.ท.อุเทน พินิจลึก รอง สว.สส.สน.ปทุมวัน ด.ต.สมศักดิ์ ศรีสง่า ผบ.หมู่ฝ่ายสืบสวน สน.ปทุมวัน และเจ้าหน้าที่สายตรวจสน.ปทุมวัน

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น ปลูกติดเรียงกันหลายคูหา บริเวณชั้นที่ 1 พบชายฉกรรจ์ทราบชื่อต่อมาคือนายเอกลักษณ์ ประดาอินทร์ หรือเอก อายุ 31 ปี ฉายา “เอก น้ำเต้า” ถืออาวุธลูกโม่ปืนไทยประดิษฐ์ ขนาด.38 อยู่ในอาการคลุ้มคลั่ง

โดยที่เจ้าตัวจับตัวหญิงสาว 3 ราย ประกอบด้วย น.ส.สุพุด หลอดทอง อายุ 38 ปี ช่างเสริมสวย น.ส.สุดสาคร ปวงศิริ อายุ 35 ปี และน.ส.รุ้งนภา นวจิต อายุ 36 ปี ทั้ง 2 เป็นลูกค้าอยู่ในร้านเสริมสวยไว้เป็นตัวประกัน

ตำรวจเร่งกันไทยมุมให้ออกไปอยู่ในระยะปลอดภัย ก่อนเปิดฉากเจรจาเกลี้ยกล่อม ผ่านไปราว 15 นาที นายเอกลักษณ์จึงยอมปล่อยตัวประกันออกมา 2 ราย คือน.ส.สุพุด และน.ส.สุดสาคร โดยกักตัวประกันคือน.ส.รุ้งนภา เพียงผู้เดียว โดยน.ส.รุ้งนภา อยู่ในอาการตกใจ และมุดหลบอยู่ใต้โต๊ะตลอดเวลา

ช่วงเวลาแห่งความระทึกผ่านไปได้ประมาณ 10 นาที จู่ๆ นายเอกลักษณ์ ก็ก้าวออกมายืนจังก้า ที่หน้าประตูทางเข้า-ออก พร้อมตะโกนโวยวายว่า “ถูกหักหลัง โดนตำรวจตามไล่ล่า กูอยากโดนจับตาย”

พ.ต.อ.ภพธรสั่งกำลังเตรียมพร้อมทันที หลังแน่ใจว่าคนร้ายนอกจากไม่มีท่าทีจะยอมมอบตัวแล้ว ยังมีแนวโน้มจะสู้ตายกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งหากเปิดฉากยิงกัน อาจทำให้มีประชาชนถูกลูกหลงพลอยบาดเจ็บไปด้วย

นายเอกลักษณ์ถือปืนกวัดแกว่งเดินไปมา กระทั่งพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซุ่มดูสถานการณ์อยู่บริเวณ ชั้น 2 ภายในร้านรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ ฝั่งตรงข้ามร้านจุดเกิดเหตุ จึงเปิดฉากยิงออกมานอกร้าน ก่อนหันกระบอกปืนทำท่าคล้ายจะยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ จนถูกยิงสวนเข้าที่ต้นขาขวา จำนวน 1 นัด

เจ้าตัวถึงล้มทั้งยืน จังหวะนั้นนายเอกลักษณ์ตัดสินใจใช้อาวุธปืนที่เตรียมมาจ่อที่ศีรษะตนเองก่อนลั่นไก แต่กระสุนเกิดด้าน จึงวิ่งออกมานอกร้านพร้อมทั้งยิงเปิดทางอีก 2 นัด แต่โชคดีไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ

ระหว่างนั้นกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปิดล้อม อยู่จึงยิงสวนไปถูกเข้าที่หน้าท้องอีก 2 นัดจนฟุบ ตำรวจจึงเข้าตรวจยึดอาวุธปืนพร้อมเร่งนำตัวส่ง ร.พ.หัวเฉียว เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บอย่างเร่งด่วน

ด้านพ.ต.อ.ภพธรเผยว่า คนร้ายมีอาการเมายา เสพติดจนเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ประกอบกับไม่ได้นอนมาหลายวันจึงตัดสินใจก่อเหตุขึ้น ส่วนหญิงสาวตัวประกันที่พูดคุยกับคนร้ายนั้นก็ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน

จากการสอบสวนทราบภายหลังว่าคนร้ายนำยาบ้ากว่า 200 เม็ดและยาไอซ์อีกจำนวนหนึ่งมาส่งแต่ถูกเพื่อนหักหลัง ทำให้เกิดความเครียดจนคลุ้มคลั่ง โดยขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัด ต้องรอสอบปากคำคนร้ายเพื่อสรุปหาสาเหตุของการก่อเหตุที่แท้จริง

หลังได้รับการรักษาจนอาการทรงตัว นายเอกลักษณ์ ถูกนำตัวส่งต่อมารักษาที่ ร.พ.ตำรวจ โดยพนักงานสอบสวนสน.ปทุมวัน เร่งรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขอศาลอาญากรุงเทพใต้ออกหมายจับ ในข้อหา “พยายามฆ่าเจ้าพนักงาน, ต่อสู้หรือ ขัดขวางเจ้าพนักงาน, กักขังหน่วงเหนี่ยว ผู้อื่น, ทำให้เสียทรัพย์ และความผิดตามพ.ร.บ.อาวุธปืน” และข้อหาปลีกย่อย อื่นๆ รวม 6-7 ข้อหาโดยวันนี้แพทย์ยัง ไม่อนุญาตให้ตำรวจเข้าสอบปากคำ เนื่องจากนายเอกลักษณ์ยังบาดเจ็บไม่สามารถให้ปากคำได้

พ.ต.อ.ภพธร เปิดเผยว่า ได้สอบปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์ และผู้เสียหายที่ถูกจับเป็นตัวประกันไปแล้ว 3 ปาก โดยผู้เสียหายที่ถูกจับเป็นตัวประกันยืนยันไม่รู้จักกับนายเอกลักษณ์มาก่อน แต่ได้ยินนายเอกลักษณ์พูดว่ามีความ เครียดที่ถูกเพื่อนหักหลังเรื่องยาเสพติด และอยากถูกตำรวจวิสามัญ ประกอบกับนายเอกลักษณ์มีอาการคล้ายคนเมายาจนคลุ้มคลั่งซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างรอผลตรวจสอบสารเสพติดในร่างกาย และผลตรวจกระสุนในร่างนายเอกลักษณ์เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดี

“นายเอกลักษณ์ถูกจับกุมคดีฆ่าคนตายโดยเจตนาในพื้นที่ สน.พญาไท เมื่อ ปี 2547 ต้องโทษจำคุก 25 ปี 9 เดือน เมื่อพ้นโทษออกมาก็ถูกจับคดีจำหน่ายยาเสพติด พื้นที่สน.บางรัก ถูกตัดสินจำคุก 1 ปี 8 เดือน เมื่อพ้นโทษได้ 6 เดือน จึงมาก่อเหตุในครั้งนี้ ส่วนเครือข่ายยาเสพติดของนายเอกลักษณ์นั้น ตำรวจต้องรอสอบปากคำนายเอกลักษณ์ก่อนจึงจะขยายผลต่อไปว่า เป็นเครือข่ายยาเสพติดเครือข่ายใด” พ.ต.อ.ภพธรกล่าว

เพราะยาเสพติดแท้ๆ ทำให้เกือบถูกจับตายเสียแล้ว หวังว่าสร่างเมาแล้วคงคิดได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน