อธิคม สิงขรณ์
เรื่อง/ภาพ
เมื่อวันที่ 27 ต.ค. ตำรวจ สภ.เมืองจันทบุรี รับแจ้งเหตุคนร้ายควงมีดดาบยาว บุกปล้นร้านทองสนธยา ภายในตัวเมืองจันทบุรี ได้ทองคำน้ำหนักรวม 5 บาทเศษ มูลค่า ราว 1.2 แสนบาทหลบหนีไป ถัดมาไม่กี่วันมันก็ย่ามใจลงมือก่อเหตุอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถติดตามจับกุมตัวได้พร้อมยึดของกลางคืนมาจำนวนหนึ่ง
ย้อนกลับไปเมื่อเวลา 11.37 น. วันที่ 30 ต.ค. พล.ต.ต.จรัล จิตเจือจุน ผบก.ภ.จว.จันทบุรี รีบนำกำลังรุดไปตรวจสอบเหตุคนร้ายบุกเดี่ยว ใช้อาวุธมีดสปาร์ตาจี้ชิงทรัพย์ ภายในร้านทองใช่หลี สาขา 1 จันทบุรี อยู่เลขที่ 65 ถนนขวาง อ.เมือง จ.จันทบุรี หลังรับรายงานจากร้อยเวรสอบสวนโรงพักเมืองจันทบุรี
ในที่เกิดเหตุพบ นายวันชัย นางสุภาพร วุฒิเกตุ 2 ผัวเมียเจ้าของร้าน รอให้การอยู่ด้วยอาการตกใจ ทั้งสองคนเล่าเหตุการณ์ระทึกว่า ขณะกำลังนั่งคุยกับลูกค้าอยู่มีคนร้ายเป็น ชายบุกเข้ามาใช้มีดดาบข่มขู่ไม่ให้ขัดขืน
คนร้ายใช้มีดฟันตู้โชว์สร้อยคอทองคำแต่กระจกไม่แตก จึงใช้มือเลื่อนกระจกแล้วคว้าสร้อยคอทองคำเส้นละ 1 สลึงไปได้จำนวน 14 เส้น คิดเป็นเงิน 72,000 บาท ก่อนหลบหนีคนร้ายยังใช้มีดดาบที่ถือมาฟันนางสุภาพรแต่ไม่ระคายผิว จากนั้นก็วิ่งหลบหนีออกไปจากร้าน

เจ้าหน้าที่ไล่สอบพยานและภาพจากกล้องวงจรปิดทั้งภายในร้านทองและบริเวณโดยรอบ พบว่าคนร้ายเป็นชายรูปร่างผอม สูงประมาณ 170 ซ.ม. ใส่เสื้อคลุมแขนยาวสีออกดำ กางเกงยีนส์หรือกางเกงสีดำ ใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบสีขาว
ในมือถือมีดดาบยาวกว่าครึ่งเมตร ภายหลังลงมือก่อเหตุได้วิ่งหลบหนีไปขึ้น ขี่รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ฟีโน่ สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ที่จอดไว้ที่บริเวณหน้าโรงภาพยนตร์จันทบุรีมัลติเพล็กซ์ หลบหนีไป

จากพฤติกรรมลักษณะของคนร้าย ตำรวจสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นคนร้ายรายเดียวกันกับที่ก่อเหตุชิงทรัพย์ที่ร้านทองสนธยา หน้าตลาดซุ้ย เขตเทศบาลเมือง ต.วัดใหม่ อ.เมือง จ.จันทบุรี ไปเมื่อวันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา
พล.ต.ต.จรัลสั่งการให้จนท.ตร.พิสูจน์ หลักฐานเข้าตรวจสอบ หาร่องรอยลายนิ้วมือของคนร้ายที่บริเวณตู้กระจก พร้อมให้สืบสวนภูธรจังหวัด ภูธรเมือง เร่งลงพื้นที่หาข่าวเพื่อไล่ล่าติดตามตัวคนร้ายให้ได้โดยเร็ว
ชุดสืบสวนไล่ติดตามภาพจากกล้องวงจรปิดตามถนนและสี่แยกทั่วทั้งเมืองจันทบุรี ในที่สุดก็พบว่าจุดสุดท้ายที่สามารถบันทึกภาพคนร้ายได้อยู่บริเวณทางเข้าบ้านหมู่ 12 ต.ท่าช้าง อ.เมือง จ.จันทบุรี
ตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดจันทบุรีประสานกำลังร่วมกับชุดสืบสวนโรงพักเมือง นำกำลังลงพื้นที่ตรวจหารถจักรยานยนต์ตามบ้านต่างๆ จนทั่วหมู่บ้าน กระทั่งมาถึงบ้านเลขที่ 1/268 ซึ่งอยู่ท้ายหมู่บ้าน ก็เห็นรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ฟีโน่ สีแดง-เทา หมายเลขทะเบียน 4 กง 9977 กรุงเทพฯ ซึ่งตรงกับที่คนร้ายใช้จอดอยู่

ยังไม่ทันได้พูดจากัน พลันที่ชายเจ้าของบ้านเห็นตำรวจนอกเครื่องแบบมาด้อมๆ มองๆ อยู่ที่หน้าบ้าน เจ้าตัวก็ใส่ตีนสุนัขโกยอ้าวหลบหนีออกทางหลังบ้านทันที กว่า จะไล่จับตัวกันได้ก็เล่นเอาหอบซี่โครงบาน ไปตามๆ กัน
จากการสอบสวนชายดังกล่าวทราบชื่อว่านายวุฒิพงษ์ หรือหว่อง สมเสนาะ อายุ 31 ปี โดยเจ้าตัวอ้างว่าที่วิ่งหนีเพราะกลัวถูกตำรวจจับเรื่องยาเสพติด เลยต้องวิ่งไปตั้งหลักเอาไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม นายวุฒิพงษ์พาเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นภายในบ้านแต่โดยดี
แล้วก็ไม่พลาด เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจค้นพบสร้อยคอทองคำของกลางที่ชิงทรัพย์มาจากร้านทองทั้งสองแห่งเหลืออยู่ 37 เส้น จากจำนวนทั้งหมด 39 เส้น นอกจากนี้ ยังพบรถจักรยานยนต์ฮอนด้า สีเทาดำ หมายเลขทะเบียน กมธ 723 จันทบุรี จำนวน 1 คัน และรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ฟีโน่ สีแดง-เทา หมายเลขทะเบียน 4 กง 9977 กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพาหนะที่ใช้ในการก่อเหตุ
รวมทั้งมีดดาบยาว 65 ซ.ม. จำนวน 1 เล่ม, หมวกนิรภัยสีขาว 1 ใบ, กางเกงขายาวสีเทา และรองเท้าแตะยางสังเคราะห์สีแดงซึ่งเป็นอาวุธ และเสื้อผ้าที่ใช้ในวันก่อเหตุ ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน
นายวุฒิพงษ์ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เมื่อวันที่ 27 ต.ค. เวลา 14.30 น. ได้ก่อเหตุชิงทรัพย์มาจากร้านทองสนธยา ได้สร้อยคอทองคำเส้นละ 1 สลึง มาจำนวน 21 เส้น นำไปขายที่ร้านทอง ภายในห้างบิ๊กซี จำนวน 2 เส้น ในราคา 9,400 บาท ก่อนจะมาก่อเหตุชิงทรัพย์จากร้านทองใช่หลี จนมาถูกตามจับได้
นายวุฒิพงษ์ให้การอีกว่า เหตุจูงใจมาจากความน้อยใจคนในครอบครัว ที่ไม่มีใครช่วยหาเงินผ่อนค่างวดรถจักรยานยนต์ทั้ง 2 คัน ส่วนที่ได้ก่อเหตุ 2 ครั้งในช่วงระยะเวลาแค่ 4 วันเนื่องจากเกิดจากความย่ามใจที่ตำรวจไม่สามารถติดตามจับกุมตัวได้

หลังสอบสวนทางตำรวจคุมตัวนายวุฒิพงษ์ไปดำเนินคดีในข้อหา “ชิงทรัพย์โดยการ มอมหน้า หรือ ทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็น หรือจำหน้าได้ โดยมีอาวุธมีดดาบ และใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำความผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม หรือรับของโจร” ก่อนคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
จะมีเหตุผลเช่นไรก็ไม่สามารถลบล้างความผิดที่ทำลงไปได้ มีแต่จะต้องรับโทษตามกฎหมายทุกรายไป