แฟ้มคดี
สร้างความตกตะลึงให้กับสังคมอย่างรุนแรง
สำหรับกรณีสาวน้อยแม่บ้านวัย 16 ที่หวังจะช่วยเหลือครอบครัว แบ่งเบาภาระ รับจ้างทำหน้าที่เท่าที่จะทำไหว
แต่กลับเจอนายจ้างใจร้าย ที่ไม่แม้จะดูแลความเป็นอยู่ ให้ดีตามฐานานุรูปที่เหมาะสม
กลับทำร้ายร่างกาย เพื่อสนองอารมณ์ตัวเอง ซ้ำหนักยังรุนแรงจนถึงชีวิต
หนำซ้ำยังปกปิดร่องรอย ไม่เปิดเผยข้อมูล จนทำให้แม่ของเหยื่อสาวต้องร้องหาความเป็นธรรมอย่างไม่หยุดยั้ง
ดีที่มีสายข่าวที่ชัดเจน ให้ข้อมูล จนนำมาสู่การตรวจสอบ
ในที่สุดความจริงก็ปรากฏ และแม้นายจ้างโหดจะปฏิเสธ แต่ด้วยความเชื่อมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำคดี
ก็เชื่อว่าความยุติธรรมมีให้กับทุกคน
- ขุดศพสาว 16 ถูกฝัง 5 ปี
เหตุสลดครั้งนี้เปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 3 พ.ย. เมื่อ พ.ต.อ.ไมตรี ฉิมเฉิด รรท.ผบก.กองปราบฯ นำตำรวจกองปราบฯ สนธิกำลังกับกำลังตำรวจเพชรบุรี เข้าตรวจสอบพื้นที่หมู่ 7 ต.หนองโสน อ.เมือง จ.เพชรบุรี เพื่อค้นหาร่าง น.ส.จริยา ศรีศักดิ์ หรือ น้องน้ำ อายุ 16 ปี ชาว ต.คลองกระแชง อ.เมือง จ.เพชรบุรี ที่หายตัวไปหลังไปทำงานเป็นแม่บ้านที่กรุงเทพฯ ให้กับ น.ส.กฤษณา สุวรรณพิทักษ์ หรือ โมนา ตั้งแต่ปี 2554
โดยเจ้าหน้าที่ตรงเข้าขุดดินบริเวณโคนต้นตาล เมื่อขุดลึกลงไปประมาณ 1 เมตร ก็พบห่อผ้าสีขาว ถูกมัดด้วยเชือก จึงช่วยกันยกขึ้นมา เมื่อแกะออกพบภายในถูกห่อหุ้มด้วยเสื่อน้ำมัน เปิดออกมาเจอถุงดำห่อศพ ภายในพบโครงกระดูกมีชิ้นเนื้อติดอยู่บางส่วน คาดว่าเป็นเพราะพื้นที่ฝังศพใต้ดินมีน้ำขังอยู่ ทำให้แม้จะฝังมานานกว่า 5 ปี ศพยังไม่เสื่อมสภาพมากนัก
เมื่อล้างทำความสะอาดแล้วเอากระดูกนำมาเรียงกันเป็นรูปร่าง พบว่ากระดูกกรามซ้ายหัก กระดูกซี่โครงขวาหัก 1 ซี่ ศีรษะยังมีเส้นผมสีดำติดอยู่ เสื้อยืดสีขาวมีกระเป๋าหน้า 2 ข้าง กางเกงชั้นในสีขาว 1 ตัว
จึงเก็บรวบรวมหลักฐานส่งนิติเวชเพื่อตรวจสอบดีเอ็นเอว่าตรงกับน้องน้ำหรือไม่
อย่างไรก็ตาม นางจันทิรา ศรีศักดิ์ แม่ของน้องน้ำ ก็ยืนยันว่าเป็นลูกสาวตัวเองอย่างแน่นอนเพราะจำลักษณะของเส้นผมได้
พร้อมย้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เมื่อปี 2555 มี น.ส.ปลา ซึ่งเป็นเพื่อนของตนมาบอกว่าคนที่รู้จักต้องการเด็กไปทำงานบ้านที่กรุงเทพฯ จึงให้น้องน้ำ ที่เป็นลูกสาวไปทำงาน โดยขณะนั้นลูกสาวอายุ 16 ปี และได้พาไปส่งไว้ที่บ้านแม่ของ น.ส.กฤษณา ใน อ.เมือง จ.เพชรบุรี เมื่อประมาณเดือนก.พ.2555
จากนั้น น.ส.กฤษณา หรือโมนา ก็มารับลูกสาวตน โดยสัญญาว่าจะดูแลลูกสาวของตนอย่างดี จะพากลับมาเยี่ยมบ้านทุกสัปดาห์ แต่ปรากฏว่าโมนาไม่เคยพาลูกกลับบ้านเลยสักครั้ง โดย 2 เดือนแรกตนติดต่อลูกสาวทางโทรศัพท์เพียง 2 ครั้งผ่านเบอร์ของนายจ้าง
ครั้งสุดท้ายวันที่ 13 เม.ย.2555 ลูกสาวบอกอยากกลับบ้าน แล้วโทรศัพท์ก็ตัดไปจนไม่สามารถติดต่อได้ จึงเกรงว่าลูกจะเป็นอันตราย จึงให้ น.ส.ปลาติดต่อนายจ้างให้ แต่ก็ติดต่อไม่ได้
ต่อมาโมนาติดต่อกลับ อ้างว่าลูกสาวหนีออกจากบ้านไป จึงแจ้งความคนหายไว้ที่ สภ.เมืองเพชรบุรี พร้อมเร่งตามหา แต่ก็ไร้วี่แวว
จนกระทั่งผ่านมาร่วม 5 ปี มีคนให้เบาะแสว่าน้องน้ำ ถูกโมนาซ้อม แล้วเอาศพมาฝังไว้ใกล้ต้นตาลบ้านแม่ของโมนา จึงประสานมูลนิธิปวีณาฯ เข้าช่วยเหลือ เพราะครอบครัวของโมนาเป็นผู้กว้างขวางในพื้นที่ จึงกลัวไม่ได้รับความเป็นธรรม
เมื่อขุดลงไป ก็เจอศพลูกสาวจริงๆ!!
- โมนา นายจ้างจนมุม
หลังจากที่ได้เบาะแส พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก.5 บก.ป. ก็เชิญตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบสวนจำนวน 3 คน ประกอบด้วยพี่ชายของ น.ส.กฤษณา หรือโมนา ที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน ลูกสาวของโมนา และลูกจ้างอีกคน ซึ่งจากการสอบสวนทั้งหมดให้การยืนยันว่า น.ส.กฤษณา หรือโมนา เป็นผู้ลงมือทำร้ายร่างกายน้องน้ำจนเสียชีวิต!!
พร้อมระบุว่าโมนามีนิสัยใจคอเป็นคนอารมณ์ร้อน หากไม่พอใจก็มักจะทำร้ายร่างกายคนใกล้ชิด โดยน้องน้ำซึ่งเพิ่งมาเป็นแม่บ้าน ก็ถูกทำร้ายเป็นประจำ โดยครั้งสุดท้ายคือช่วงก่อนวันสงกรานต์ ปี 2555 โมนาใช้กระป๋องสเปรย์ปรับอากาศตีไปที่หน้าของน้องน้ำ จนบาดเจ็บสาหัส จากนั้นก็ไม่ได้นำส่งโรงพยาบาล
วันต่อมาน้องน้ำเสียชีวิต ทั้งหมดก็กลัวความผิด จึงช่วยกันนำศพไปฝังดินใต้ต้นตาล ใกล้บ้านของแม่โมนา โดยทั้ง 3 ยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่เพราะความเป็นญาติจึงหลวมตัวช่วยเหลือซ่อนเร้นอำพรางศพ
หลังได้ข้อมูลชัดเจนและส่งกำลังเจ้าหน้าที่ติดตามดูว่า โมนาไปกบดานอยู่ที่ไหน แล้วช่วงกลางดึกวันที่ 4 พ.ย.ต่อรุ่งเช้าวันที่ 5 พ.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามก็บุกเข้าจับกุมโมนา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 2431/2560 ลงวันที่ 4 พ.ย.2560 ในข้อหาทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ที่หน้าห้องเลขที่ 107 โรงแรมลานนา ต.เมืองเก่า อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา
พร้อมนำตัวมาสอบสวนที่กองปราบปรามโดย พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก.เป็นผู้สอบสวนด้วยตัวเอง
ทั้งนี้จากการสืบสวนพบว่า น้องน้ำไปทำงานเป็นแม่บ้านให้ น.ส.กฤษณา ตั้งแต่ช่วงก.พ.2555 จนกระทั่งวันที่ 11 เม.ย.2555 น้องน้ำถูกทำร้ายร่างกายอย่างโหดร้าย ถูกกระป๋องสเปรย์ ยาวประมาณ 1 ฟุตทุบตีที่ศีรษะ และใช้กระบอกพลาสติกแข็งทุบที่ต้นขา ใช้ที่หนีบผมจี้ตามลำตัว
โดยที่เกิดเหตุอยู่ที่บ้านเลขที่ 599/10 หมู่บ้านกลางกรุง รัชวิภา แขวงและเขตจตุจักร กทม. และเสียชีวิต ในวันที่ 12 เม.ย.2555
จากนั้นโมนาก็พยายามจะนำศพน้องน้ำไปเผาที่วัดต่างๆ แต่ถูกปฏิเสธ เพราะไม่มีใบมรณบัตร จนกระทั่งวันที่ 15 เม.ย.2555 จึงโทรศัพท์เรียกญาติ ประกอบด้วย นายปราโมทย์ หรือ บอย สุวรรณพิทักษ์ พี่ชายคนละพ่อ ทำหน้าที่จ้างคนขุดหลุมและช่วย ยกศพจากท้ายรถ
น.ส.ปรารถนา หรือเมาท์ ท้วมทรัพย์ สาวทอมคนสนิท และ น.ส.ปนัดดา หรือฟาร์ สุวรรณพิทักษ์ ญาติ เป็นผู้ห่อศพและนำไปฝังที่ใต้ต้นตาลนอกรั้วบ้าน โดยมีลูกสาวของโมนา เป็นผู้รู้เห็น และอยู่ในเหตุการณ์
พยานให้การมัดชัด!??
- โบ้ยสาวทอม-ขอสู้ในศาล
อย่างไรก็ตาม จากการสอบปากคำโมนา ก็ให้การภาคเสธ โดยยอมรับว่าเคยทำร้ายร่างกายน้องน้ำจริง แต่ไม่ได้เป็นผู้ลงมือจนถึงแก่ชีวิต
พร้อมระบุว่าที่บ้านหลังเกิดเหตุพักอาศัยด้วยกัน 4 คน คือ โมนา ลูกสาว 2 คน และน้องน้ำ ส่วน น.ส.เมาท์ สาวทอม มักจะไปๆ มาๆ โดยวันที่ 8 เม.ย.2555 ขณะที่ น.ส.เมาท์แวะมาพักที่บ้าน ก็ลงมือทุบตีทำร้ายน้องน้ำจนฟกช้ำดำเขียวไปทั่วตัว แต่ไม่รู้ว่าน้องน้ำทำอะไรผิด
กระทั่งเช้าวันที่ 11 เม.ย.2555 พบน้องน้ำนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น เมื่อเข้าไปดูก็พบว่าเสียชีวิตแล้ว ด้วยความตกใจกลัว จึงโทรศัพท์ไปหาพี่ชาย เพื่อปรึกษาว่าจะทำยังไงดี ก่อนตกลงกันว่าจะนำศพไปฝังที่บ้านแม่ใน จ.เพชรบุรี โดยนำศพน้องน้ำห่อมิดชิด โทรศัพท์จ้างนายดำ คนในพื้นที่ให้ขุดหลุม อ้างว่าจะนำลูกวัวไปฝัง แล้วจึงนำขึ้นรถเก๋ง บีเอ็มฯ ซีรีส์ 5 นำศพไปฝัง แต่ตนไม่ได้ไปด้วย
“ยืนยันไม่ได้ฆ่าน้องน้ำ คนที่ฆ่าคือ น.ส.เมาท์ ยอมรับว่าเคยตีน้องน้ำเหมือนกัน เพราะซน ชอบปีนกำแพงเล่น แต่ไม่ได้ทำร้ายแบบทารุณ หรือล่ามโซ่ จับขัง จากนี้จะขอให้การในชั้นศาล”
ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัวส่งฝากขังผัดแรก พร้อมคัดค้านปล่อยชั่วคราว เกรงผู้ต้องหาจะหลบหนี และเกรงไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน
โดยศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้ตามคำร้อง ต่อมาหลังศาลอนุญาตให้ฝากขังโมนา ญาติยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด 2.5 แสนบาท ขอปล่อยชั่วคราว
ศาลพิเคราะห์แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้โมนาได้ประกันตัว โดยตีราคาประกัน 2.5 แสนบาท และกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล
อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.ภูมินทร์ยืนยันว่าคดีนี้สอบปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์และพยานแวดล้อมทั้งหมด 8 ราย ส่วนผู้ร่วมก่อเหตุอีก 4 คน ในชั้นนี้ยังอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน จึงไม่สามารถแจ้งข้อหาได้ แต่หากพยานหลักฐานไปถึงใครก็จะดำเนินคดี เชื่อมั่นพยานหลักฐานว่าสามารถเอาผิดได้
แต่การพิสูจน์ความจริงก็ต้องไปว่ากันในชั้นศาล
ซึ่งหวังว่าจะอำนวยความยุติธรรมให้ทุกฝ่ายได้


