นุชจรี แรกรุ่น
สุเชษฐ์ แรกรุ่น
เรื่อง/ภาพ
ภาพสะท้อนของปัญหาเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละยุค สามารถดูได้จากข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่สู่สาธารณะของสื่อสารมวลชนแขนงต่างๆ ในสมัยนั้น ว่าจะ ‘รุ่งเรือง’ หรือ ‘ร่วงโรย’
ปัจจุบันแม้มีความพยายามประโคมข่าวอย่างต่อเนื่องว่า เศรษฐกิจประเทศไม่ได้ถดถอย แต่สภาพความเป็นจริงกลับสวนทางกัน เห็นได้ชัดจากคดี ลัก วิ่ง ชิง ปล้น ที่มีแต่เพิ่มพูนขึ้นไม่ลดน้อยลง
ล่าสุดยังเกิดคดีที่สะท้อนถึงความล้มเหลวทางเศรษฐกิจของไทย ทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่กุมอำนาจต้องกลับมาคิดหาทางแก้ไขอย่างจริงจังเสียที
เพราะครั้งนี้ผู้ก่อเหตุกลายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐผู้ทำหน้าที่รักษากฎหมายเสียเอง ถึงแม้ว่าเจ้าตัวยังปากแข็งให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่หลักฐานทุกอย่างก็มัดไว้อย่างแน่นหนา ยากที่จะดิ้นหลุดไปได้
คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีคนร้ายเป็นชายรูปร่างใหญ่ สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาวสีเขียวอ่อน สวมหมวก ใส่แว่นตา ปกคลุมใบหน้า ใส่ถุงมือสีดำ บุกเดี่ยวเข้าร้านทองจิราพร เลขที่ 104/17 หมู่ 7 ต.บางรูป อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช

แม้จะมีลูกกรงสแตนเลสปิดกั้นอย่างหนาแน่น แต่พนักงานหญิง 2 คนอยู่ในร้าน ต่างหวาดกลัวอาวุธร้ายแรงที่เรียกว่า ‘ปืน’ ที่คนร้ายกระชับไว้ในมือ จึงจำต้องหยิบทองคำรูปพรรณให้น้ำหนักรวม 20 บาท มูลค่าประมาณ 400,000 บาท ให้ไป
ก่อนที่คนร้ายจะวิ่งหนีออกจากร้านไปขี่มอเตอร์ไซค์ฮอนด้าเวฟ สีดำ-แดง หลบหนีไป ทางอ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกัน
โดยพยานจำทะเบียนได้เพียงตัวเลข 26 เท่านั้น เพราะคนร้ายใช้ถุงพลาสติดปิดคลุมป้ายทะเบียนไว้
พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช สั่งเร่งจับกุมคนร้ายสุดอุกอาจรายนี้ให้ได้โดยเร็ว พร้อมระดมตำรวจนักสืบมือดีของภูธรจังหวัด ลงพื้นที่คลี่คลายคดีร่วมกับ พ.ต.อ.ปรีชา ปัญญาเลิศ ผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน
หลังสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุ และรอบๆ ร้านทอง รวมถึงตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะหลบหนี
นอกจากนั้นยังแกะรอยจากรูปพรรณรถมอเตอร์ไซค์ของคนร้าย จนทราบว่ารถคันดังกล่าวมีชื่อชาวบ้านรายหนึ่งใน อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี เป็นเจ้าของ จึงตามไปหิ้วตัวมาสอบปากคำ
ชาวบ้านรายดังกล่าวให้การ ในวันเกิดเหตุ ร.ต.ท.มีชัย ช่อสม รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งรู้จักกันดี เพราะมีภรรยาเป็นชาวพระแสง มาขอยืมมอเตอร์ไซค์คันดังกล่าวไป อ้างว่าจะขี่ไปดูสวนปาล์มน้ำมันและสวนยางพารา ต่อมาก็นำมาคืนโดยไม่ทราบเหตุชิงทอง
หลังได้รับเบาะแสสำคัญชิ้นนี้ เจ้าหน้าที่จึงขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดทุ่งส่ง พร้อมประสาน พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบก.ภ.จว.ปัตตานี ส่งกำลังไปควบคุมตัวผู้หมวดมีชัยขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่บนโรงพักหนองจิก
ก่อนที่พ.ต.อ.ประสิทธิ์ เผ่าชู รอง ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช จะเดินทางเข้าสอบปากคำร.ต.ท.มีชัยด้วยตัวเอง พร้อมตรวจสอบพยานหลักฐานที่ยึดได้จากการตรวจค้นบ้านพัก ทั้งเสื้อและกางเกงซึ่งมีลักษณะตรงกับภาพในกล้องวงจรปิด รวมทั้งกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 15 นัด ส่วนอาวุธปืนยังไม่พบ
แต่ผู้หมวดหนุ่มยังให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและมีอาการเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ก่อนถูกควบคุมตัวส่งไปสอบสวนดำเนินคดีที่ สภ.ทุ่งใหญ่ พร้อมส่งฝากขังต่อศาลในวันที่ 18 ธ.ค. โดยศาลยกคำร้องการขอประกันตัว ทำให้ ร.ต.ท.มีชัยถูกส่งตัวไปฝากขังที่เรือนจำอำเภอทุ่งสงทันที

นอกจากนั้นพล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ยังมีคำสั่งให้ร.ต.ท.มีชัยออกจากราชการไว้ก่อน เนื่องจากตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ
พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น รวมทั้งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยทั้งผู้ต้องหา รวมถึงผู้บังคับบัญชาที่กำกับดูแลควบคุมความประพฤติ เนื่องจากไม่ดูแลไม่ควบคุมปล่อยให้มาก่อเหตุ โดยจะสอบสวนผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นต่อไป

เพราะพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มีนโยบายเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่อยู่ในกรอบของกฎหมาย เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง มิใช่เป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง
หากการสืบสวนสอบสวนปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำความผิดจริง ต้องมีการดำเนินคดีทั้งทางอาญาและดำเนินการทางวินัย เพื่อให้สังคมเกิดความนับถือและเชื่อมั่นในการทำงานของตำรวจ เพื่อความสงบสุขของพี่น้องประชาชนต่อไป