แฟ้มคดี

สรุปออกมาแล้ว สำหรับการสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของ น้องเมย หลังจากที่กองบัญชาการกองทัพไทย ถูกกระแสสังคมตั้งคำถามกดดัน จนต้องตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง

เพื่อคลี่คลายการเสียชีวิตภายในรั้วโรงเรียนเตรียมทหาร

เนื่องจากก่อนหน้านี้ระบุสาเหตุการตายว่าเกิดจากหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

แต่ผลชันสูตรกลับพบร่องรอยบาดแผลหลายแห่ง ซี่โครงหัก ซ้ำยังมีเลือดคั่งในตับ-ม้าม

หนำซ้ำเมื่อจะส่งศพไปพิสูจน์อีกครั้ง ก็ต้องตะลึงเมื่อพบว่าอวัยวะภายในที่ควรมีอยู่กลับหายไป

จนครอบครัวต้องทวงถามความเป็นธรรม

ว่าเกิดอะไรในรั้วโรงเรียน

มีการ‘ซ่อม’ หรือ‘ซ้อม’กันจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตหรือไม่

แต่เมื่อผลแถลงออกมายืนยันอีกครั้งว่าน้องเมย เสียชีวิตจากโรคหัวใจจริงๆ

ส่วนบาดแผลที่เกิดขึ้นเพราะตกบันได ซี่โครงหักเกิดจากซีพีอาร์

ทำให้แม่เมยต้องโพสต์ถึงกรณีดังกล่าวว่า‘น่าอับอาย’

พร้อมแจ้งความดำเนินคดี เพื่อคืนความยุติธรรมให้ลูกชาย

 

เปิดผลสอบการตายน้องเมย

ช่วงสายวันที่ 15 ธ.ค. ที่กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.อ.ชวรัตน์ มารุ่งเรือง รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง การเสียชีวิตของ นตท.ภัคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ น้องเมย ก็เปิดแถลงผลสอบสวน

ระบุว่า คณะกรรมการ 11 นาย ใช้เวลา 14 วัน สอบผู้เกี่ยวข้องแต่ละห้วงเวลา 42 คน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.นักเรียนเตรียมทหาร 2.แพทย์ 3.นายทหารปกครองและครู และ 4. ผู้ช่วยนายทหารยกกระบัตร พลขับรถพยาบาล

สรุปข้อเท็จจริงว่า นตท.ภัคพงศ์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 ต.ค. โดยวันดังกล่าวพักรักษาตัวที่กองแพทย์ มีเพื่อนนักเรียนชั้นปีที่ 1 พักฟื้นอยู่ด้วย 7 คน ช่วงเช้าเวลา 09.15 น. นตท.ภัคพงศ์ เดินออกจากกองแพทย์ไปกับเพื่อน เพื่อไปเอาของใช้ส่วนตัว โดยมีวงจรปิดจับภาพว่าแต่งกายชุดฝึก ถือตะกร้าผ้า ขากลับ นตท.ภัคพงศ์ เดินกลับมาคนเดียว

เวลา 10.23 น. เดินออกจากกองแพทย์ แล้วเป็นลมล้มลง มีอาการคล้ายไฮเปอร์เวนติเลชั่น คือเกร็ง ชา หายใจถี่เร็ว จนออกซิเจนในเลือดเพิ่มมากขึ้น สามารถหมดสติและสูญเสียความรู้สึกได้ มีลักษณะมือจีบ ซึ่งพบบ่อยในนักเรียนเตรียมทหาร

นักเรียนชั้นปีที่ 1 ที่เห็นก็ทราบอาการดี เพราะตัวเองเคยเป็น จึงรีบตามจนท.กองแพทย์มาพานตท.ภัคพงศ์ไปรักษาจนอาการปกติ

ต่อมาเวลา 12.00 น. นตท.ภัคพงศ์ รับประทานอาหารที่กองแพทย์ เวลา 12.42 น. ผบ.กองพันที่ 2 มาเยี่ยม และให้ใช้โทรศัพท์ส่วนตัวคุยกับมารดา เวลา 15.13 น. นตท.ภัคพงศ์ใช้โทรศัพท์สาธารณะคุยกับ ผู้ปกครอง

จากนั้นเดินกลับที่พัก ซึ่งวงจรปิดจับภาพได้ว่าใช้มือขวากุมที่หน้าอกด้านซ้าย จากนั้นเวลา 15.39 น. จนท.กองการแพทย์ เข้ามาห้องพักฟื้น นำโทรศัพท์มาให้ติดต่อกับบิดา

ก่อนจะรับโทรศัพท์ นตท.ภัคพงศ์ เซและล้มลง ในลักษณะของ ไฮเปอร์เวนติเลชั่น เกร็งรุนแรง หายใจแรงและถี่ พ่นน้ำลายออกมาเป็นระยะ เพื่อนทั้ง 4 คน และนายทหารที่เห็นเหตุการณ์ รีบตามแพทย์มารักษา

แพทย์เห็นอาการไม่ดี จึงสั่งนำส่งโรงพยาบาลโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าในเวลา 16.42 น. แพทย์รักษาด้วยการทำซีพีอาร์ หรือการปั๊มหัวใจ แต่อาการไม่ดีขึ้น

ระหว่างนั้นโทรศัพท์หาผู้ปกครอง ซึ่งขอร้องให้ทำซีพีอาร์ต่อ จนกระทั่งผู้ปกครองมาถึงเวลา 19.30 น. ทำซีพีอาร์นาน 4 ชั่วโมง ใช้เจ้าหน้าที่หมุนเวียนเกือบ 20 คน

จนกระทั่งเวลา 20.20 น. จึงยุติทำซีพีอาร์ และลงความเห็นว่านตท.ภัคพงศ์เสียชีวิต

 

ไม่มีซ้อม-บาดเจ็บเพราะตกบันได

ส่วนประเด็นว่าถูกสั่งทำโทษ หรือทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตหรือไม่นั้น จากการสอบสวนข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าตลอดทั้งวัน ของวันที่ 17 ต.ค. นตท.ภัคพงศ์ ถูกใครสั่งลงโทษ หรือถูกทำร้ายร่างกาย

พยานให้ข้อมูลว่าตลอดวันยกเว้นช่วงที่เป็นลมที่ทางขึ้นกองแพทย์ นตท.ภัคพงศ์ พูดจา เดินเหินได้ตามปกติ เว้นแต่มีอาการเครียดสูง หลังโทรศัพท์คุยกับผู้ปกครอง และหมดสติไปเองต่อหน้าพยาน ที่เป็นนักเรียน ชั้นปีที่ 1

จึงเชื่อว่าในวันดังกล่าวไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดลงโทษหรือทำร้ายร่างกายนตท.ภัคพงศ์ จนเป็นเหตุให้เสียชีวิต

ส่วนประเด็นเรื่องรอยฟกช้ำตามร่างกาย นตท.ภัคพงศ์ พบว่าเมื่อวันที่ 10 ต.ค. เวลา 15.51 น. นตท.ภคพงศ์ เสร็จจากการเรียนพลศึกษา มีวงจรปิดจากกองพลศึกษา พบว่าวิ่งลงไปทางบันไดเพียงลำพัง และลื่นเสียหลักจากพื้นอาคารชั้น 2 ตกลงมาชานพักบันได มีบันไดจำนวน 8 ขั้น ความสูง 1.5 เมตร เมื่อสอบถามอาการ ก็ได้รับคำตอบว่าจุกที่หน้าอก

จากการตรวจสอบภายนอกไม่พบบาดแผล พร้อมนำส่งโรงพยาบาลโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เพื่อตรวจหาอาการบาดเจ็บโดยละเอียด ซึ่งผลการตรวจก็ไม่พบบาดแผล เอกซเรย์ก็ไม่มีการบาดเจ็บภายใน

ต่อมาวันที่ 12 ต.ค. นตท.ภัคพงศ์ออกจากโรงเรียนเตรียมทหาร มาพักที่บ้าน ผู้ปกครองก็นำตัวไปเช็กร่างกายที่โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งไม่พบสิ่งผิดปกติ และกลับมาเข้าโรงเรียนในช่วงเย็นวันที่ 15 ต.ค.

ซึ่งคืนดังกล่าวนี่เอง นักเรียนบังคับบัญชา ปรึกษาและเห็นว่านักเรียนยังมีวินัยไม่ดี จึงปรับปรุงวินัยด้วยการธำรงวินัย ปลุกนักเรียนมาธำรงวินัยหลังเที่ยงคืน ในห้องเซาน่า ขนาด 8 คูณ 8 เมตร ซึ่งส่งผลให้อากาศอบอ้าวกว่าข้างนอก

โดยนตท.ภัคพงศ์ และเพื่อนอีก 2 คน แจ้งว่าป่วย นักเรียนบังคับบัญชาจึงแยกทั้ง 3 ออกมา สั่งยึดพื้นยันแขนไว้กับพื้นเป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมง

ต่อมาวันที่ 16 ต.ค. ช่วงเช้า นักเรียนทั้งกองร้อยเดินแถวไปรับประทานอาหารไม่เรียบร้อย จึงสั่งวิ่งรอบโรงอาหาร ระยะทาง 100 เมตร ช่วงวิ่งมีการตัดท้ายแถวเอาคนวิ่งช้า 2 คน ซึ่งก็มีนตท.ภัคพงศ์ด้วย แล้วสั่งให้กระโดดกบ 20 เมตร หลังเลิกให้เข้าแถวเพื่อขอบคุณ

แต่นตท.ภัคพงศ์ไม่พอใจ ไม่ขอบคุณ จึงโดนสั่งให้พุ่งหลัง 1-2 นาที จนฟุบไป หายใจเร็วถี่ มีลักษณะมือจีบ

ทั้งนี้ การพุ่งหลังเป็นท่าที่อนุญาตให้ใช้ ระยะเวลาที่ลงโทษไม่น่าทำให้เกิดการปฏิบัติที่เกินกำลัง รวมถึงการยึดพื้นเมื่อวันที่ 15 ต.ค. จึงไม่น่าเป็นสาเหตุต่อเนื่องที่ทำให้เสียชีวิต

สรุปได้ว่าการเสียชีวิตของนตท.ภัคพงศ์ ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดสั่งลงโทษ หรือทำร้าย ซึ่งอาจจะเป็นเหตุให้เกิดการเสียชีวิต

การตรวจของสถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า สรุปภาพรวมได้ว่าไม่พบร่องรอยการฟกช้ำภายนอก

ส่วนกรณีชายโครงด้านขวาซี่ที่ 4 หักนั้น แพทย์ไม่ได้ตัดประเด็นการทำซีพีอาร์ที่ต้องใช้แรงกดกึ่งกระแทก นานถึง 4 ชั่วโมง และพบเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนมีขนาดผิดปกติ สรุปสาเหตุการเสียชีวิตของนตท.ภัคพงศ์ว่า เกิดจากหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน

เป็นข้อสรุปจากกองทัพ

 

แม่ชี้น่าอับอาย-พึ่งตร.ทำคดี

อย่างไรก็ตามด้านครอบครัวของนตท. ภัคพงศ์ หรือน้องเมย ก็ไม่ปักใจเชื่อ โดยนางสุกัญญา ตัญกาญจน์ แม่น้องเมย ก็โพสต์ เฟซบุ๊กเผยความรู้สึก ว่าเพราะเคยมีตัวอย่างมาทำให้ได้เรียนรู้ว่า #ตายเป็นเรื่องธรรมดาและไม่ผิด ใช่หรือไม่? ดูแถลงข่าวเมื่อวาน #น่าอับอายมากจริงๆ (น่าสังเวชและยิ่งเวทนาแท้ นั่งดูแถลงข่าวไปนั่งขำอยู่ในใจ)

ไม่ขอบคุณ แถมยังไม่พอใจพี่น.ร.บังคับบัญชา(ตลก)ให้ร้ายคนตายนี่นะ กล้องวงจรปิด ชุดพรางเดินถือตะกร้า เฮ้อ น.ร. ควรเรียน เวลานั้นไม่ใช่เดินถือตะกร้าแล้ว (ไม่เนียน วันอังคารอยู่กองแพทย์มาเดินอะไรที่กองพัน)?

ช่างมันเถอะ วันที่ 17 ไม่มีใครทำร้ายเมย เพราะอยู่กองแพทย์ใช่ แต่ถามว่าเมยโดนอะไรหนักขนาดนั้นก่อนวันที่ 17 หามกันขึ้นมา VDO 4 ช.ม. ตอนนั้นหายไปไหน? แต่มีภาพช่วงบ่าย? บันไดที่ตก เห็นแค่มีการประคอง แล้วที่ตกลงมาอยู่ไหน เอาเป็นว่าประจวบเหมาะกันตลอดหาหลักฐานไม่ได้

อีกเรื่องภาวะหอบทางอารมณ์ เพิ่งจะได้รู้จักโรคนี้ และเพิ่งทราบด้วยว่าเป็นโรคระบาด ใครเรียนที่นี่เป็นกันเยอะขนาดนี้เลยเหรอ (หาวัคซีนเตรียมป้องกันด้วยนะ น่าเป็นห่วง)

ต่อมาวันที่ 19 ธ.ค. ครอบครัวประกอบด้วย นายพิเชษฐ ตัญกาญจน์ นางสุกัลยา พ่อ-แม่ และน.ส.สุพิชา พี่สาว ก็เข้าพบพล.ต.ต.วัฒนา ยี่จัน ผบก.ภ.จว.นครนายก เพื่อให้ปากคำในกรณีการเสียชีวิตของน้องชาย

โดยญาติระบุว่ายังติดใจเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 23 ส.ค. ที่น้องเมย ถูกซ่อมจนหยุดหายใจ ต้องปั๊มหัวใจกลับมา มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตในวันที่ 17 ต.ค. หรือไม่

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำผลชันสูตรจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าและสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มาตรวจสอบ หากทั้ง 2 ฉบับมีข้อขัดแย้ง ก็ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม แต่ตอนนี้ยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้ใดทั้งสิ้น

จับตาดูผลการทำคดี ว่าข้อเท็จจริงจะปรากฏออกมาเป็นอย่างไร!??

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน