สุรัตน์ สรรพคุณ

เรื่อง/ภาพ

พลันที่เฟซบุ๊กใช้ชื่อ Thantong Rodluk โพสต์ภาพเหตุการณ์ มีกลุ่มวัยรุ่นอารมณ์ร้อนรุมทำร้ายร่างกายโชเฟอร์รถแท็กซี่และลูกสาว หลังไม่พอใจที่เพื่อนขี่รถจยย.มาชนท้ายรถแท็กซี่จนได้รับบาดเจ็บ และยังมีเพื่อนของคนเจ็บตามมารุมทำร้าย และทุบทำลายรถแท็กซี่จนได้รับความเสียหาย

ผู้โพสต์ระบุว่าเหยื่อโจ๋โหดเป็นพ่อและน้องสาวของตัวเอง โดยเหตุเกิดที่หน้าเต็นท์รถเบนซ์ 99 ถ.พุทธมณฑล สาย 1 แขวงบางเชือกหนัง เขตตลิ่งชัน กทม. เมื่อตีหนึ่งวันที่ 18 ธ.ค. ที่ผ่านมา

เหตุการณ์เกิดขึ้นต่อหน้าเจ้าหน้าที่อาสาฯและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาระงับเหตุ จนถูกกระแสสังคมโลกโซ เชี่ยลต่างประณามและวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของวัยรุ่นดังกล่าวที่ทำร้ายชกต่อยผู้หญิงจนบาดเจ็บหน้าตาบวมปูดและให้เจ้าหน้าที่ลากคอมาลงโทษจนแพร่สะพัดว่อนเน็ต

พล.ต.ต.บุญญฤทธิ์ รอดมา ผบก.น.7 พ.ต.อ.เมธี รักพันธุ์ รอง ผบก.น.7 สั่งการให้สถานีตำรวจบางเสาธง ตรวจสอบทันทีว่า วัยรุ่นที่ก่อเหตุเป็นใคร และให้เร่งติดตามตัวมาสอบสวนดำเนินคดีโดยเร็ว

กระทั่งเวลา 11.00 น. วันที่ 20 ธ.ค. ที่ สน.บางเสาธง พล.ต.ต.บุญญฤทธิ์ พร้อม เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.บางเสาธง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.7 ร่วมกันแถลงผลการจับกุมตัวนายธนากร ภิรมย์ หรือฉายา “ดำ ดงกระสือ” อายุ 23 ปี และนาย ณัฐวุฒิ รำพึงกิจ หรือ “แฟรงค์ ดงกระสือ” อายุ 20 ปี 2 โจ๋ดุที่ก่อเหตุ

จากการสอบสวน นายธนากร หรือ ดำ สารภาพว่าเป็นคนลงมือชกคู่กรณีด้วยอารมณ์โกรธ โดยก่อนเกิดเหตุได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนว่าขี่รถจยย.ชนท้ายรถแท็กซี่ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณหน้าเต็นท์รถเบนซ์ 99

ด้วยความเป็นห่วงเพื่อน จึงรีบขี่รถจยย.ไปยังที่เกิดเหตุเมื่อไปถึงพบเพื่อนที่ขี่รถ นอนจมกองเลือดอยู่ท้ายรถแท็กซี่ จึงสอบถามเหตุการณ์จากเพื่อนอีกคนที่ซ้อนท้ายมา ตนคิดว่าโชเฟอร์แท็กซี่น่าจะเป็นฝ่ายผิด เพราะชอบขับปาดเข้ามารับผู้โดยสารแบบกะทันหันอยู่บ่อยๆ

จึงบันดาลโทสะเข้าทำร้ายโชเฟอร์แท็กซี่และไม่รู้มาก่อนว่าผู้หญิงทั้ง 2 คนเป็นลูกสาว เมื่อเข้ามาห้ามจึงไม่สนใจต่อยมั่วไปไม่รู้ว่าไปถูกใครบ้าง ช่วงที่มีเจ้าหน้าที่อาสาฯ มาล็อกตัวตน ตนสะบัดออกและไปถูกอาสาฯ จึงคิดว่าอาสาฯ จะตามพวกมาเอาคืน จึงตะโกนบอกเพื่อนให้เอาอาวุธมาเพื่อป้องกันตัว แต่ก็ไม่มีใครพกมา

ตนมีอาชีพขายอะไหล่รถจยย.ออนไลน์ ซึ่งลงเบอร์โทรศัพท์ไว้อย่างชัดเจน มีคนโทรศัพท์มาทั้งด่าและข่มขู่ จึงคิดว่าหลบหนีไปก็ไม่พ้น จึงเข้ามอบตัวดังกล่าว และที่มีกระแสว่าตนเป็นลูกน้องเสี่ยโป้นั้นตนยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

ส่วนนายกฤตภาส รอดหลัก อายุ 43 ปี โชเฟอร์แท็กซี่คู่กรณีให้การว่า ก่อนเกิดเหตุช่วงประมาณตีหนึ่งวันที่ 18 ธ.ค. ตนขับรถแท็กซี่ไปรับน.ส.กชกร และน.ส.ธารทอง ลูกสาวทั้ง 2 คนที่มาดูคอนเสิร์ตวงค็อกเทล ที่ร้านอาหารอิฐแดง ที่อยู่ตรงข้ามกับที่เกิดเหตุ

เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุขณะขับมาเลนซ้ายแล้วก็รู้สึกว่า มีรถจยย.มาชนท้ายรถตนอย่างแรง จึงจอดรถลงมาดูก็เห็นคนขี่จยย.นอนแน่นิ่งอยู่ท้ายรถ ส่วนคนซ้อนท้ายจยย.ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยและหยิบโทรศัพท์โทร.หาเพื่อน

ลูกสาวที่ยืนรอตนอยู่ฝั่งตรงข้ามก็วิ่งข้ามมาหาตนสักพักก็มีกลุ่ม ผู้ต้องหาขี่รถจยย.มา 2 คัน ก่อนเข้ามาต่อว่ากล่าวหาว่าตนโดยไม่ยอมฟังคำชี้แจง สุดท้ายนายดำกับพวกจึงเข้ามาชกต่อยตน ขณะที่ลูกสาวตนพยายามห้ามจึงโดนทำร้ายไปด้วย สุดท้ายก็ไปทุบรถตนอีก

พล.ต.ต.บุญญฤทธิ์กล่าวว่า ในวันเกิดเหตุตำรวจไม่ได้เพิกเฉยตามที่สังคมตั้งข้อสังเกตหลังได้รับแจ้งก็เข้าไประงับเหตุทันที แต่ไปหลังจากที่การปะทะกันสงบลงแล้วแต่ยังมีการพยายามจะเข้าไปทำร้ายกันอีก จึงได้ห้ามปรามเหตุการณ์ตรงนั้นเอาไว้

หลังจากที่กลุ่มผู้ต้องหามาถึง สน.บางเสาธง เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนได้ตรวจปัสสาวะ แต่ก็ไม่พบสารเสพติด ตรวจสอบประวัติก็ยังไม่พบการกระทำความผิด จึงได้แจ้งข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บ และทำให้เสียทรัพย์กับนายธนากร เพราะอู่ซ่อมได้ตีราคาค่าซ่อมไว้แล้ว 3 หมื่นบาท ส่วนนายณัฐวุฒิ แจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายฯ เพียงอย่างเดียว

เวลา 09.00 น. วันที่ 21 ธ.ค. ตำรวจคุมตัวทั้งคู่ไปขอฝากขังที่ศาลจังหวัดตลิ่งชัน พร้อมคัดค้านการประกันตัว ขณะที่ฝ่ายผู้เสียหายพร้อมญาติและเพื่อน เดินทางมายังศาลเพื่อยื่นคำร้องคัดค้านการให้ประกันตัวผู้ต้องหาเช่นเดียวกัน

ต่อมาญาติผู้ต้องหาทั้งสองได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ต้องหาทั้งสองคนทำร้ายผู้อื่นในที่สาธารณะ แม้ขณะเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ด้วยแต่ก็ไม่เกรงกลัว จึงเป็นพฤติกรรมอุกอาจ ไม่เกรงกลัวกฎหมาย จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสอง

สุดท้ายเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัว 2 โจ๋กร่างไปคุมขังไว้ที่เรือนจำพิเศษธนบุรี เพื่อรอสรุปสำนวนส่งฟ้องต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน