สดจากสนามข่าว
ทีมข่าวอาชญากรรม เรื่อง/ภาพ
ย้อนไปเมื่อเดือนพฤษภาคมปี’59 เกิดเหตุกลุ่มโจ๋รุมฆ่านาย สมเกียรติ ศรีจันทร์ ชายพิการวัย 36 ปี หลังไม่พอใจที่ถูกนายสมเกียรติด่าเรื่องไปแซวว่าขาเป๋
เหตุการณ์ทั้งหมดถูกกล้องวงจรปิดและมือถือของผู้เห็นเหตุการณ์บันทึกเอาไว้ได้ ก่อนนำออกแชร์กันว่อนจนเป็นที่สนใจของสังคม อีกทั้งญาติยังร้องเรียนว่าไม่มั่นใจในการทำหน้าที่ของตำรวจท้องที่ เนื่องจากกลุ่มวัยรุ่นผู้ก่อเหตุ มีบางคนเป็นลูกหลานของตำรวจในพื้นที่เกิดเหตุ ถึงกับตะโกนลั่นขณะก่อเหตุด้วยว่า “กูนี่แหละลูกตำรวจ”
คดีนี้ทั้งญาติและทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความฝ่ายผู้ตาย พยายามให้ตำรวจแจ้งข้อหา ฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต แต่ไม่สำเร็จ ญาติจึงประกาศเก็บศพเอาไว้จนกว่าจะได้รับความยุติธรรม
ผ่านมาปีเศษ ล่าสุดก็มีคำตัดสินลงโทษจำเลยทั้งหมด มากน้อยตามพฤติกรรม โดยเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดี หมายเลขดำ อ.2186/59 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ และนางทองคำ ศรีจันทร์ มารดา โจทก์ร่วม
ยื่นฟ้องนายพีรพล หรือเปา ยศพงศ์อนันต์ อายุ 22 ปี นายอัครเดช หรืออั๋น ทัศนะ อายุ 23 ปี นายมนต์มนัส หรือเต้ย แสงโพธิ์ อายุ 22 ปี นายจตุพร หรือเบียร์ จันทร์โสภา อายุ 19 ปีเศษ นายเมฆ พลไกรษร อายุ 20 ปี นายอรินทร์ หรือเตอร์ ยศพงศ์อนันต์ อายุ 20 ปี และน.ส.ณัฐณิชา หรือเกมส์ ฤทธิ์ล้ำเลิศ อายุ 19 ปีเศษ
เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธและร่วมกันพกพาอาวุธมีดไปในเมืองฯ โดยไม่มีเหตุอันควร
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2559 เวลากลางวัน จำเลยทั้งหมดบุกเข้าไปในบ้านพักของนายสมเกียรติ ศรีจันทร์ อายุ 35 ปี ชายพิการ อาชีพส่งขนมปังร้าน ปังหอม ในซอยโชคชัย 4 แขวงและเขตลาดพร้าว กทม. แล้วใช้อาวุธมีดแทงฟันและปาก้อนอิฐใส่นายสมเกียรติจนถึงแก่ความตาย โดยจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธต่อสู้คดีมาโดยตลอด
ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้ง 2 ฝ่ายที่นำสืบโดยละเอียดแล้วเห็นว่า คดีนี้มีพยานบุคคล พยานวัตถุภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นพยานหลักฐานมั่นคง มีน้ำหนัก น่าเชื่อถือ สอดคล้องต้องกันกับ คำเบิกความพยานโจทก์ 6 ปาก ว่าเป็นการเบิกความตามจริง
ประจักษ์พยานเห็นว่าจำเลยที่ 1, 2, 3 และ 6 ร่วมกันรุมทำร้ายผู้ตาย โดยจำเลยที่ 1, 2, 3 ร่วมกันใช้มีดฟันใต้แขนซ้าย ด้านหลังและหัวผู้ตายอย่างต่อเนื่องจนผู้ตายถอยร่น โดยมีจำเลยที่ 6 ปาหิน ผู้ตาย ซึ่งผู้ตายได้ใช้มีดทำขนมปังกวัดแกว่งเพื่อต่อสู้ไปโดนข้อมือจำเลยที่ 1 จากนั้นกลุ่มจำเลยจึงสับเปลี่ยนอาวุธมีด สลับปาก้อนหินก้อนอิฐรุมใส่อย่างต่อเนื่องจนผู้ตายมีบาดแผลแตกที่ศีรษะ
จนกระทั่งมีตำรวจมาแต่กลุ่มผู้ตายยังไม่หยุด หลังจากนั้นหนึ่งในจำเลยที่ใช้มีดแทงเข้าที่บริเวณลำคอผู้ตาย เมื่อรวมกับบาดแผลที่ศีรษะที่ลึกถึงสมองทำให้ถึงแก่ความตาย ซึ่งระหว่างที่รุมทำร้ายผู้ตายนั้น จำเลยที่ 7 ซึ่งเป็นผู้หญิงที่นั่งแท็กซี่ตามมาได้เห็นเหตุการณ์ แม้จะไม่ได้มีส่วนร่วมลงมือแต่ได้ตะโกนว่า “เอามันเลย เอามันให้ตาย”
สาเหตุเนื่องจากความไม่พอใจที่จำเลยที่ 1 ถูกมีดผู้ตายที่แขนซ้าย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ก่อนที่ผู้ตายจะล้มลงเสียชีวิต การกระทำของจำเลยที่ 7 จึงเป็นการให้กำลังใจสนับสนุนให้เกิดการกระทำผิดเกิดขึ้น
ส่วนจำเลยที่ 4 และ 5 แม้จะไม่ได้เข้าร่วมทำร้ายผู้ตาย แต่จากพยานหลักฐานภาพถ่ายนั้น ทั้งสองรับรู้การ กระทำของกลุ่มจำเลยที่ลงมือทำร้าย อีกทั้งลักษณะท่าทางการเดินตามกลุ่มผู้ก่อเหตุในเหตุการณ์มีการยกมือแสดงออกสัญลักษณ์มาโดยตลอด ทั้งตอนจำเลยที่ 6 โทรศัพท์เรียกพวกมา จำเลยที่ 5 ที่อยู่ใกล้กันก็ย่อมรู้ถึงเหตุการณ์ในการกระทำดังกล่าวและผลที่จะเกิดขึ้นเข้าข่ายกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเช่นกัน
ตามพฤติการณ์แล้วศาลเห็นพวกจำเลยทั้งเจ็ดกระทำผิดจริง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรม ศาลพิพากษาความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุกจำเลยที่ 1, 2, 3 และ 6 คนละ 18 ปี ฐานบุกรุกเข้าไปในเคหสถานผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 2, 4, 5 และ 6 คนละ 1 ปี ฐานช่วยเหลืออำนวยความสะดวก จำคุกจำเลยที่ 4, 5 และ 7 คนละ 12 ปี ฐานข้อหาพกพาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร สั่งปรับ จำเลยที่ 1-6 คนละ 1,000 บาท
คงจำคุกจำเลยที่ 1 และ 3 คนละ 18 ปี ปรับคนละ 1,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 และ 6 รวมโทษจำคุกคนละ 19 ปี ปรับคนละ 1,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 4 จำคุก 13 ปี และจำเลยที่ 5 และ 7 จำคุกคนละ 12 ปี ปรับจำเลยที่ 4-5 คนละ 1,000 บาท
และให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดและค่าอุปการะแก่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นแม่ผู้เสียหาย 3.6 แสนบาท และค่าปลงศพ 1.4 แสนบาท รวมในวงเงินเต็มทั้งหมด 5 แสนบาท สัดส่วนตามพฤติการณ์ของจำเลยแต่ละคน
ขณะที่ญาติและทนายอนันต์ชัยเตรียมยื่นอุทธรณ์ เพื่อขอให้ศาลพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเข้าข่ายฆ่าโดยไตร่ตรอง ซึ่งจะมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต
นี่อาจไม่ใช่บทสรุปของคดี ด้วยท้ายสุดแล้วอาจต้องสู้กันถึง 3 ศาล จึงจะได้ข้อยุติ ต้องจับดูกันต่อไป

