กิตติศักดิ์ รื่นรวย
เรื่อง/ภาพ
ปิตุฆาต หรือ การฆ่าบิดา ถือเป็น หนึ่งใน 5 อนันตริยกรรม ที่ในความเชื่อในพุทธศาสนา จัดเป็นกรรมหนักที่เมื่อ ผู้ทำกรรมตายลง กรรมที่ทำนั้นจะให้ ผลนำเกิดในอเวจีมหานรกทันที ไม่มีกรรมอื่นจะมาแทรกให้ผลก่อนได้ หรือถ้าในชาตินั้น ทำอนันตริยกรรมหลายอย่าง อนันตริยกรรมที่หนักที่สุดจะให้ผลนำเกิด
อนันตริยกรรม ทั้ง 5 ได้แก่ มาตุฆาต-ฆ่ามารดา, ปิตุฆาต-ฆ่าบิดา, อรหันตฆาต- ฆ่าพระอรหันต์, โลหิตุปบาท-ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อขึ้นไป เช่น พระเทวทัตได้ทำร้ายพระพุทธองค์ ในสมัยพุทธกาล และ สังฆเภท-สงฆ์ให้แตกกัน ทำลายสงฆ์ ในบรรดากรรมทั้ง 5 อย่างนั้น สังฆเภทถือเป็นกรรมหนักที่สุด
ในทางโลกกฎหมายบ้านเมืองก็บัญญัติโทษของการฆ่าบิดา-มารดาไว้ให้หนัก โดยมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตเช่นกัน
เมื่อค่ำวันที่ 3 มีนาคม ร.ต.อ.สัญญา จันทร์ยิ้ม ร้อยเวร สภ.ท่ายาง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี รับแจ้งเหตุมีคนถูกอาวุธปืนยิงเสียชีวิตภายในบ้านเลขที่ 106 บ้านหนองแขมซอย 5 หมู่ 9 ต.ท่ายาง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี จึงรายงานให้ พ.ต.อ.อาชวิน บุญธรรมเจริญ ผกก.สภ.ท่ายาง รับทราบ แล้วรีบรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยแพทย์เวรโรงพยาบาลท่ายาง และเจ้าหน้าที่มูลนิธิสว่างสรรเพชญธรรมสถาน
ที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียว ภายในบ้านมีการตกแต่งสถานที่เพื่อจัดงานมงคลสมรส ประตูหน้าบ้านมีการผูกต้นกล้วย ต้นอ้อย ภายในประดับดอกไม้ ที่ด้านหน้าตัวบ้านมีป้ายงานมงคลสมรสระหว่างลูกสาวเจ้าของบ้านกับแฟนหนุ่ม

ห่างออกไปประมาณ 5 เมตร ที่ประตูทางเข้าตัวบ้านพบศพชายทราบชื่อต่อมาคือ นายประเสริฐ แตงอ่อน อายุ 82 ปี เจ้าของบ้านถูกยิงเสียชีวิตจมกองเลือด แพทย์ชันสูตรพลิกศพพบถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 9 ม.ม. เข้าที่หน้าอก ท้อง สะโพกซ้าย และแขนทั้ง 2 ข้าง รวม 5 นัด ใกล้เคียงพบปลอกกระสุนปืนขนาดเดียวกันตกอยู่จำนวน 5 ปลอก จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน
สอบถาม นางบุษบา น้อยนารายณ์ อายุ 31 ปี ทราบว่า ผู้ก่อเหตุคือ นายรัชตะ หรือ มานะ แตงอ่อน อายุ 37 ปี สามีของตน ซึ่งเป็นบุตรชายของนายประเสริฐผู้ตาย กับ นางอารี แตงอ่อน อายุ 74 ปี โดยก่อนเกิดเหตุช่วงเช้าที่บ้านมีการจัดงานพิธีมงคลสมรสให้กับพี่สาวของนายรัชตะ

หลังเสร็จงาน นายรัชตะได้นำเต็นท์ที่จัดกางภายในงานไปส่งคืน ระหว่างนั้นนางอารีได้เกิดมีปากเสียงทะเลาะกับนายประเสริฐเรื่องการเงินและธุรกิจภายในบ้านจนมีการลงมือตบตีกัน ขณะนั้นนายรัชตะได้ขี่รถจักรยานยนต์กลับมาพอดี
เมื่อเห็นนางอารีผู้เป็นมารดาถูกทำร้าย เจ้าตัวจึงไปต่อว่านายประเสริฐและเกิดมีปากเสียงกันขึ้น ทั้งสองคนท้าทายกันไปมาหลายครั้ง จนนายรัชตะ บันดาลโทสะใช้อาวุธปืนกระหน่ำ ยิงนายประเสริฐ ผู้เป็นบิดาเสียชีวิต ก่อนจะขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป
ภายหลังสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่ายาง พร้อมชุดตำรวจสืบสวน ภ.จว.เพชรบุรี ระดมกำลังติดตามนายรัชตะมาดำเนินคดีตามกฎหมายแต่ก็ยังไม่พบตัว

แต่ไม่ต้องคอยนาน เช้าวันรุ่งขึ้นเวลา 09.00 น. นายสยุมพร สายพิรุณทอง นายจ้างและทนายความได้พาตัวนายรัชตะ พร้อมด้วยอาวุธปืน 9 ม.ม.ทูตมรณะ เข้ามอบตัวกับ พ.ต.อ.อาชวิน บุญธรรมเจริญ ผกก.สภ.ท่ายาง และ พ.ต.ท.สมบูรณ์ ชูสกุล รอง ผกก.สส.สภ.ท่ายาง ที่สถานีตำรวจภูธรท่ายาง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี
จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ นายรัชตะให้การรับสารภาพตลอดข้อหา ระบุว่าที่ทำลงไปเพราะบันดาลโทสะ เนื่องจากก่อนเกิดเหตุมีอาการเมาสุราจากงานเลี้ยงแต่งงานพี่สาวภายในบ้านหลังเกิดเหตุอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเสร็จงานในช่วงเย็นได้ช่วยขนเต็นท์ไปเก็บในศาลากลางหมู่บ้าน

กระทั่งขี่รถจักรยานยนต์ กลับเข้าบ้าน เห็นนายประเสริฐ แตงอ่อน ผู้เป็นพ่อกำลังพูดจา โต้เถียงและลงมือทำร้ายทุบตีแม่ ด้วยสาเหตุธุรกิจในบ้าน จึงเข้าไปต่อว่าพ่อและเกิดการท้าทายกันขึ้น ทำให้ตนบันดาลโทสะ ขาดสติ ชักปืนจากเอวออกมารัวยิงใส่ร่างพ่อ จำนวน 5 นัด จนพ่อฟุบลงนอนจมกองเลือดอยู่ในบ้าน
จากนั้นตนรีบวิ่งไปหลบซ่อนตัวอยู่ในโรงงานผลิตน้ำดื่มของนายสยุมพร ผู้เป็นนายจ้าง ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับบ้าน หลบซ่อนอยู่ถึงเช้า ต้อนแรกก็คิดจะหลบหนีต่อแต่ด้วยความสำนึกผิดที่ต้องกลายเป็นผู้ต้องหาฆ่าพ่อตนเอง จึงปรึกษากับนายสยุมพร ก่อนที่นายสยุมพรจะติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอพาเข้ามอบตัวในวันรุ่งขึ้น
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “ฆ่าบุพการีโดยเจตนาและพกพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรหรือเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ โดยไม่ได้รับอนุญาต” จากนั้นนำตัวส่งร้อยเวรสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
แม้นส่วนหนึ่งจะมาจากที่บิดาทำร้ายมารดา แต่หากใช้สติมากกว่าใช้อารมณ์ เรื่องราวคงไม่กลายเป็นเช่นนี้