แฟ้มคดี
นับเป็นสถานการณ์ที่ยังต้องดูแลความปลอดภัยกันอย่างเข้มงวด
สำหรับการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีข่าวสะพัดว่ามีขบวนการมุ่งเข้าก่อเหตุคาร์บอมบ์ในพื้นที่กทม. ระหว่างวันที่ 25-30 ต.ค.ที่ผ่านมา
ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องระดมสรรพกำลังเข้าดูแลสถานการณ์
จนทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แม้จะต้องถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการเข้าตรวจค้น จับกุม คุมขัง ผู้ต้องสงสัย โดยไม่แจ้งข้อกล่าวหา
ว่าเข้าข่ายขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนหรือไม่และระหว่างที่เน้นหนักในพื้นที่กทม. จังหวัดชายแดนใต้ก็ยังคงเกิดเหตุอย่างต่อเนื่อง โดยคืนวันที่ 2 พ.ย.มีการก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดกว่า 20 จุด มีผู้เสียชีวิต 3 ราย
เป็นสัญญาณที่เกิดคำถามอีกครั้งถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาภาคใต้ในยุคนี้
- ป่วน 3 จว.ใต้ 20 จุด-ดับ 3
กลางดึกวันที่ 2 พ.ย. ขณะที่ทุกคนกำลังนอนหลับฝันดี ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อคนร้ายบุกจู่โจมหลายพื้นที่กว่า 20 จุด แบ่งเป็นที่จ.สงขลา 6 จุด ประกอบด้วย ที่อ.จะนะ 3 จุดคือ 1.คนร้ายบุกยิงนายสัญญา สมานการดี และนายดลมาเลก หลีเต๊ะ 2 รปภ.ศูนย์บริการรถอีซูซุ หาดใหญ่ สาขาจะนะ เสียชีวิต 2.วางเพลิงและวางระเบิดทางเข้าศูนย์บริการดังกล่าว ทำให้อาคารเสียหายบางส่วน 3.วางระเบิดเสาไฟฟ้าริมถนนเพชรเกษม 2 ลูก ส่งผลให้เสาไฟฟ้าแรงสูงล้ม ไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง
ที่อ.เทพา 3 จุด ประกอบด้วย 1.ตู้เอทีเอ็ม ธนาคารออมสิน ตรงข้ามสถานีน้ำมันปตท. สี่แยกพระพุทธ ม.2 ต.เทพา มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย ประกอบด้วย นายอิระฟาน สะรีบู น.ส.กุรามิง ลอมา และน.ส.รสริน มณีกัน ตรวจสอบพบเป็นระเบิดแสวงเครื่อง ตู้เอทีเอ็มเสียหาย เงินสดในตู้กระจายเต็มถนน และรถยนต์ที่จอดอยู่ใกล้เคียงเสียหาย 2 คัน 2.ที่สามแยกบ้านตูหยง ม.2 ต.ปากบาง และ 3.หน้าอบต.ปากบาง ม.1 ต.ปากบาง
ที่จ.ปัตตานี 12 จุด ในพื้นที่ 4 อำเภอคือ อ.เมือง อ.ยะหริ่ง อ.หนองจิก อ.สายบุรี โดยที่อ.เมือง 2 จุด 1.คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่ป้อมปฏิบัติการ ปล.ที่ 2 ร.1514 ปัตตานี 23 หน้าสำนักงานทหารผ่านศึก บ้านกำปงตารง ม.4 ต.บางนา อ.เมือง จ.ปัตตานี เป็นเหตุให้พลทหารธนพล แก้วเพ็ชร อายุ 23 ปี เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2.ยิงหม้อแปลงไฟฟ้าบริเวณพื้นที่ บ.แบรอจะรัง ม.2 ต.ตะลุโบะ เสียหาย
อ.สายบุรี 3 จุด 1.ลอบเผายางบนสะพานพื้นที่ ม.2 บ.กอตอ ต.บือเระ 2.ยิงก่อกวน 10 กว่านัด ริมถนนสาย 42 พื้นที่ ม.1 ต.เตราะบอน ห่างจากสถานียุทธศาสตร์กลาพอประมาณ 300 เมตร 3.วางระเบิดเสาไฟฟ้า บนถนนสาย 42 บริเวณบ.บาโงมูลง ม.6 ต.เตราะบอน เสาไฟฟ้าล้มขวางถนน 4 ต้น
อ.หนองจิก 3 จุด 1.ลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้า 2 จุด ในพื้นที่บ.โคกม่วง ม.7 ต.ตุยง อ.หนองจิก-บ.ดอนรัก ม.1 ต.ดอนรัก เสาไฟฟ้าเสียหาย 2 ต้น 2.วางเพลิงร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น ในปั๊มปตท.ดอนยาง บ.ดอนยาง ม.4 ต.บางเขา ฝั่งขาขึ้นหาดใหญ่เสียหาย แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ
พื้นที่ อ.ยะหริ่ง 3 จุดคือ 1.ยิงก่อกวนจุดตรวจเจ้าหน้าที่ทหารพราน บ.จาบังโต๊ะกู ม.5 ต.ตันหยงดาลอ 2.เผายางรถยนต์ในพื้นที่ ม.1 บ.โต๊ะตีเต ต.ตันหยงจึงงา 3.ลอบวางระเบิดถนนสาย 42 ฝั่งขาขึ้นปัตตานี ม.3 บ.ตำมะสู ต.ตันหยงดาลอ
จ.นราธิวาส 2 จุด 1.วางระเบิดปลอมไว้ในจักรยานที่จอดพิงราวสะพานบ้านกาเด็ง ม.7 ต.ละหาร อ.ยี่งอ พร้อมพ่นสีสเปรย์ต่อต้านทหาร และวางระเบิดเสาไฟฟ้าริมถนนเพชรเกษม ขาเข้าอ.บาเจาะ ม.3 ต.กาเยาะมาตี เสาไฟฟ้าหักเสียหาย
รวมก่อเหตุ 20 จุด เสียชีวิต 3 ราย
- “บิ๊กป้อม”ฮึ่มห้ามเกิดอีก
หลังการก่อเหตุรุนแรง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ระบุว่า การก่อเหตุดังกล่าวเป็นลักษณะการก่อกวน แต่มีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บ ที่ผ่านมาเน้นย้ำไปแล้วว่าเดือนต.ค.จะเป็นเดือนที่ต้องระมัดระวังตลอดเวลา เมื่อมีเหตุก็ต้องติดตามหาคนผิดมาทำให้ได้ ซึ่งสั่งการพล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ว่าต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการก่อเหตุเย้ย คณะผู้แทนพิเศษของคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือคปต. ที่นำโดยพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมที่เพิ่งลงไปประชุมที่ปัตตานีหรือไม่นั้น รองนายกฯ ระบุว่า “ไม่เกี่ยว ซึ่งเรื่องนี้ต้องไปถามพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมเอง แต่ตนคิดว่าไม่ใช่ เพราะเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น”
ขณะที่ นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุว่า แม้มีการตั้งครม.ส่วนหน้าในการลงไปร่วมแก้ปัญหาดังกล่าว แต่รัฐยังแก้ไขปัญหาไม่ถูกจุด ยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งการรับฟังข้อมูลและข้อเท็จจริงในพื้นที่ อีกทั้งยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ ซึ่งกสม.ได้รับรายงานว่ายังมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นในหลายจุด
ส่วนการเปิดเวทีสันติภาพเพื่อการพูดคุยในประเทศมาเลเซียที่มีขึ้นในขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน ว่าส่วนกลุ่มผู้นำที่อ้างเป็นตัวแทนการเจรจาใช่ตัวจริงหรือไม่ และสามารถนำสารไปสื่อสารกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้จริงหรือไม่
นางอังคณากล่าวต่อว่า สำหรับตัวแทนครม.ส่วนหน้านั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นอดีตแม่ทัพภาค, ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.), สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และอดีตผบ.ทบ. ซึ่งส่วนใหญ่เคยทราบปัญหาในพื้นที่และเคยมีอำนาจในการทำหน้าที่แก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่แล้ว
เป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่มีข้อสงสัยว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้ละเมิดสิทธิประชาชนในพื้นที่ จึงทำให้มีการตอบโต้ และยังมีข้อกังวลในกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิแล้วไม่ต้องรับโทษ ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขในการก่อเหตุรุนแรง จึงอยากให้การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นไปด้วยความเป็นธรรมและระมัดระวัง
เป็นอีก 1 เสียงเตือนที่ควรรับฟัง
- ยิ่งดุดันยิ่งบานปลาย
ก่อนหน้านี้ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ใช้กำลังบุกจับกุมเยาวชนและนักศึกษาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่หอพักย่านรามคำแหง หลังมีหน่วยงานความมั่นคงแจ้งเตือนให้ระวังเหตุคาร์บอมบ์ในพื้นที่กทม. ระหว่างวันที่ 25-30 ต.ค.
โดยเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง ออกแถลงเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐยุติการตรวจค้น จับกุม คุมขัง นักศึกษาและเยาวชนจากจังหวัดภาคใต้โดยพลการ ระหว่างวันที่ 10-15 ต.ค. มีเยาวชนนักศึกษาที่พักอาศัยย่างมหาวิทยาลัยรามคำแหง ถูกจับกุมไป 44 คน ก่อนจะปล่อยตัวออกมาโดยไม่แจ้งข้อหาใดๆ มี 5 คน ถูกควบคุมอยู่ในเรือนจำมทบ.11 และถูกส่งต่อไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี
ซึ่งเจ้าหน้าที่อ้างว่าเป็นการป้องกันการก่อวินาศกรรมในโอกาสครบรอบการสลายการชุมนุมตากใบ แต่พฤติกรรมที่ปล่อยผู้ต้องสงสัยบางส่วนโดยไม่ได้ตั้งข้อหา ชี้ให้เห็นว่า เป็นการจับกุมในลักษณะเหวี่ยงแห และเป็นไปโดยพลการ ไม่มีการแจ้งข้อหา หรือหมายจับ
รวมทั้งมีข้อสงสัยว่ามีการบังคับขู่เข็ญให้ผู้ต้องสงสัยรับสารภาพ ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างรุนแรง นอกจากนี้การส่งตัวเยาวชนไปควบคุมต่อที่เรือนจำค่ายอิงคยุทธบริหาร โดยอ้างกฎอัยการศึก ถือเป็นการอ้างอำนาจตามกฎหมายที่ผิด เพราะในกรุงเทพฯ ที่จับกุมผู้ต้องสงสัย ไม่ใช่พื้นที่ที่ประกาศกฎอัยการศึก
จึงเห็นว่าการจับกุม คุมขังโดยข้ออ้างเรื่องความมั่นคง ถือเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ไม่เป็นไปตามหลักการและวิธีการตามกฎหมาย ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ เช้าวันที่ 30 ต.ค. ตร.ชุดปฏิบัติการพิเศษร่วมนราธิวาส ก็ล้อมบ้านต้องสงสัยในอ.รือเสาะ จ.นราธิวาส พร้อมจับตายนายมาหามะ แมเร๊าะ แนวร่วมติดอาวุธอาร์เคเค
แต่ก็มีเสียงร้องเรียนจากชาวบ้านว่ากรณีดังกล่าวไม่ใช่การยิงปะทะ!??
จึงเป็นอีกเหตุการณ์ที่ฝ่ายรัฐ จะต้องเร่งทำความเข้าใจ เพื่อลดความหวาดผวาในหมู่ชาวบ้าน
ทั้งในอดีตก็มีบทเรียนมาแล้วว่า ปัญหาความขัดแย้งอันละเอียดอ่อนในพื้นที่ต่างๆ มาตรการดุดันเด็ดขาดมักยิ่งทำให้ฝ่ายตรงข้ามเติบโตขยายตัวมากขึ้น


