ธานี ทวีเกิด
เรื่อง/ภาพ
การธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ “อี-แบงกิง” นับเป็นนวัตกรรมใหม่ในการ เบิก-จ่าย-ถ่าย-โอน เงินฝากในบัญชี ด้วยระบบออนไลน์ ผ่านคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ
ทั้งภาครัฐและธนาคารทุกแห่งต่างใช้ความพยายามประโคมถึงความปลอดภัยและจูงใจด้วยวิธีการต่างๆ นานา ให้ประชาชนหันมาทำธุรกรรมทางการเงินที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายชนิดนี้
เมื่อผู้คนหันมาใช้งานกันมากเข้า สิ่งที่ตามมาแทบจะในทันทีทันใดก็คือ โจรออนไลน์ ที่จ้องฉกฉวยผลประโยชน์จากช่องโหว่ของระบบ
ล่าสุดก็มีคู่โจรผัวเมียที่ใช้ความวิริย อุตสาหะในทางที่ผิด ทยอยลักเงินจากบัญชีเงินฝากของเหยื่อผ่านระบบ “อี-แบงกิง” ครั้งละ 500 บาท จนได้เงินไปกว่า ล้านบาท


คดีนี้เป็นข่าวโด่งดังขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือ พิมพ์ เมื่อตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นำโดย พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. พ.ต.อ.สันติ ชัยนิรนาม รองผบก.ป. พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป. พ.ต.ท.ภาณุมาศ แสงส่ง สว.กก.1 บก.ป. ตั้งโต๊ะแถลงข่าวจับกุมตัวผู้ต้องหา ที่บก.ป. ในวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา
ผู้ต้องหาคือ น.ส.วีรยา คำพันธุ์ อายุ 34 ปี ชาวต.คลองใหม่ อ.สามพราน จ.นครปฐม และ นายศุภวิชญ์ ชัยนน ทิวรรธน์ อายุ 39 ปี ชาวเขตบางบอน กรุงเทพฯ สามี
ทั้งคู่เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและนำเข้าสู่ระบบอันเป็นเท็จซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่บิดเบือนหรือปลอม โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน
ถูกเจ้าหน้าที่จับตัวได้พร้อมของกลางเงินสด 400,000 บาท ทองรูปพรรณหนัก 55 บาท โทรศัพท์มือถือ 18 เครื่อง บัตรเอทีเอ็ม 10 ใบ และสมุดบัญชี 10 เล่ม บริเวณหน้าบ้านพักในพื้นที่ ม.8 ต.มาบแค อ.เมือง จ.นครปฐม

พล.ต.ต.ไมตรี เปิดเผยว่า สืบเนื่องจาก มีผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวสวนเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนบก.ป.ว่า ถูกคนร้ายโอนเงินภายในบัญชีธนาคารไป 1.5 ล้านบาท โดยไม่ทราบว่าคนร้ายใช้วิธีใด
เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบติดตามหาตัวคนร้าย กระทั่งทราบว่าคนร้ายคือ ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ซึ่งเป็นสามีภรรยา ก่อนรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติออกหมายจับและติดตามแกะรอ จนสามารถจับกุมได้
ด้านพ.ต.ท.ภาณุมาศเปิดเผยแนวทางการสืบสวนว่า หลังพ.ต.อ.ธงชัยรับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว จึงให้เจ้าหน้าที่กระจายกำลังออกสืบสวนหาเบาะแส
ขั้นตอนแรกก็คือการพิสูจน์ทราบเพื่อหาตัวคนร้าย ซึ่งหลักฐานแรกที่เจ้าหน้าที่มีอยู่ในมือก็คือเลขบัญชีธนาคารของผู้ต้องหา ซึ่งมาจากเลขบัญชีธนาคารปลายทางที่เงินของผู้เสียหายถูกโอนเข้ามายังบัญชี ดังกล่าว ตามด้วยหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดของธนาคารที่ปรากฏภาพของคนร้ายขณะไปกดเงินออกจากตู้เอทีเอ็ม จนได้เบาะแสของคนร้ายที่ชัดเจน
หลังจากพิสูจน์และทราบตัวคนร้ายแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ออกติดตามหาตัว โดยตามไปที่บ้านเดิมของผู้ต้องหา และทราบจากทางญาติว่า ผู้ต้องหามาซื้อบ้านใหม่อยู่ที่ อ.เมืองนครปฐม แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าอยู่แถวไหน จึงส่งทีมสืบสวนเข้าพื้นที่สืบหาเบาะแส

ด้วยการใช้วิธีการดั้งเดิมของนักสืบ ก็คือออกเดินไปตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งก็ถือว่าโชคดี เพราะหลังจากใช้เวลาไม่นานนักก็ตามหาบ้านผู้ต้องหาจนเจอ และเข้าจับกุมตัวได้ในที่สุด
สอบสวนผู้ต้องหาสารภาพว่า ใช้วิธีการหาเหยื่อด้วยการสุ่มหาเลขบัญชีธนาคารทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งทั้งคู่มีความชำนาญ เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยขายสินค้าออนไลน์
เมื่อได้เลขบัญชีหรือชื่อผู้ใช้บริการธนาคารทางอินเตอร์เน็ตจะนำมาสุ่มรหัสผ่าน โดยผู้เสียหายรายนี้ตั้งรหัสผ่านที่ง่ายต่อการคาดเดา ทำให้คนร้ายเข้าไปทำธุรกรรมทางการเงินได้
สำหรับการโอนเงินแต่ละครั้งใช้วิธีการโอนเงินครั้งละ 500 บาท เนื่องจากเป็นจำนวนเงินที่ไม่ต้องใช้รหัสจากธนาคาร (OTP) ที่ต้องส่งผ่านข้อความทางโทรศัพท์ของเจ้าของบัญชี ส่วนเงินที่ได้มาจะไม่เก็บเป็นเงินสดหรือเข้าบัญชีเงินฝาก เพราะง่ายต่อการอายัดหากถูกจับกุม แต่เปลี่ยนเป็นทองรูปพรรณเก็บสะสมไว้แทน
นอกจากนี้จากการตรวจสอบประวัติของผู้ต้องหายังพบว่า น.ส. วีรยา หนึ่งในผู้ต้องหายังมีคดีฉ้อโกงติดตัว ซึ่งไปก่อเหตุขณะประกอบอาชีพขายสินค้าออนไลน์ด้วย
พ.ต.ท.ภาณุมาศกล่าวอีกด้วยว่า สำหรับวิธีการของผู้ต้องหา ตามจริงแล้วไม่น่าจะเรียกได้ว่า “แฮ็กเกอร์”
แต่ด้วยผู้ต้องหามีอาชีพขายของทางออนไลน์มาก่อน จนรู้วิธีการซื้อขายผ่านออนไลน์ว่า มีจุดอ่อนตรงไหน ที่จะเข้าไปสู่บัญชีธนาคารของเหยื่อได้
โดยนิสัยของคนบ้านเรา ส่วนใหญ่มักจะใช้การตั้งเลข “ยูสเซอร์ และพาสเวิร์ด” ของบัญชีต่างๆ เช่น เลขวันเดือนปีเกิด หมายเลขโทรศัพท์ หรือบ้านเลขที่
เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ มันก็ทำให้เป็นเรื่องง่ายของคนร้าย ที่จะใช้การเดาสุ่มหาตัวเลขได้เช่นกัน