สุรชัย พิรักษา – เรืองรุจ วังแจ่ม – ธานี ทวีเกิด – เรื่อง/ภาพ

“ผมไม่อยากพูดจากระทบใคร แค่อยากขอโทษที่ก่อเหตุดังกล่าว ที่ทำไปเพราะเป็นอารมณ์ชั่ววูบ สำหรับปืนนั้นเป็นของพ่อ ผมเอามาโดยที่พ่อไม่รู้ตัว” คำสารภาพที่ นายสมหมาย อาษากูล อายุ 35 ปี ให้การกับพ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น ผกก.3 บก.ป. ภายหลังถูกจับกุมในคดีฆ่าภรรยากับพ่อตา ในพื้นที่โรงพักนางรอง จ.บุรีรัมย์

คดีสลดเปิดเผยขึ้นเมื่อวันสงกรานต์ที่ 13 เม.ย. พ.ต.ท.อนิรุทธิ์ ผดุงดี สว.สอบสวน สภ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ รับแจ้งมีเหตุคนถูกยิงเสียชีวิต ที่บ้านหนองมะค่า ม.14 ต.สะเดา อ.นางรอง จึงได้รายงาน พ.ต.อ.ภควัต ธรรมดี ผกก.สภ.นางรอง และรุดไปตรวจสอบพร้อมพ.ต.ท.ชาลี ปรังประโคน รอง ผกก.สภ.นางรอง, พ.ต.ท.มานิตย์ สร้อยจิตร รอง ผกก.สส., เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ กองพิสูจน์หลักฐานจังหวัดบุรีรัมย์ แพทย์เวรโรงพยาบาลนางรอง และเจ้าหน้าที่กู้ภัยนางรอง

ที่เกิดเหตุอยู่บ้านเลขที่ 76 บ้านหนองมะค่า ม.14 ต.สะเดา อ.นางรอง พบศพ นายสำเนา ยอดสว่าง อายุ 56 ปี สภาพศพถูกยิงเข้าที่ใต้ราวนมซ้าย และหน้าอกขวา รวม 2 นัด ใกล้กันพบศพ น.ส.อรณี ยอดสว่าง อายุ 25 ปี ลูกสาวของนายสำเนา สภาพศพถูกยิงที่บริเวณกลางหน้าอก และใต้รักแร้ด้านซ้าย รวม 2 นัด นอนเสียชีวิตอยู่บริเวณพื้นดินหน้าบ้าน

จากการสอบถามน้องชายของผู้เสียชีวิตให้การว่า ผู้ก่อเหตุสยองครั้งนี้คือ นายสมหมาย อาสากูล อายุ 35 ปี ซึ่งเป็นสามีของ น.ส.อรณี ผู้ตาย โดยก่อนเกิดเหตุเห็นนายสมหมายเข้ามาพูดคุยขอคืนดีกับ น.ส.อรณีที่บ้าน โดยทั้งสองได้ยืนพูดคุยกันตั้งแต่เวลา 09.00 น. แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จนกลายเป็นมีปากเสียงทะเลาะกันรุนแรง

เมื่อได้ยินเสียงทะเลาะกันนายสำเนาผู้เป็นพ่อตาจึงเดินออกมาดูเพื่อจะห้ามปราม แต่นายสมหมายกลับชักอาวุธปืนสั้นชนิดลูกโม่ ขนาด .38 ที่พกมาด้วยยิงภรรยาตัวเองและพ่อตาเสียชีวิตดังกล่าว ก่อนจะวิ่งหลบหนีไป

ตํารวจสอบญาติของผู้เสียชีวิตต่างให้ข้อมูลตรงกันว่า ทั้งคู่อยู่หมู่บ้านเดียวกันและได้แต่งงานกันเพียง 1 เดือนก็แยกกันอยู่ เนื่องจากฝ่ายชายไม่พอใจที่ฝ่ายหญิงไม่ยอมให้หลับนอนด้วยทั้งที่แต่งงานกันแล้ว คล้ายกับถูกหลอกให้แต่งงานด้วยเพื่อต้องการสินสอดเท่านั้น

จากนั้นฝ่ายชายจึงไปทำงานที่ต่างจังหวัด และพยายามกลับมาง้อขอคืนดีกับภรรยาเป็นระยะเวลากว่า 1 ปีแล้ว แต่ไม่สำเร็จ โดยทุกครั้งที่มาขอคืนดีจะมีปากเสียงทะเลาะกันตลอด กระทั่งครั้งล่าสุดก็มาขอคืนดีและทะเลาะกันอีก แต่ไม่คาดคิดว่าฝ่ายชายจะถึงขนาดลั่นไกสังหารภรรยาและพ่อตา

ชุดสืบสวนโรงพักนางรองและชุดสืบสวนจังหวัดบุรีรัมย์กระจายกำลัง 4 ชุดออกติดตามไล่ล่าตัวนายสมหมาย รวมทั้งกดดันทางญาติให้รีบติดต่อพาเข้ามอบตัว แต่ผ่านไป 2 วัน ก็ยังคงเงียบ จึงคาดว่าอาจจะหลบหนีออกนอกพื้นที่อ.นางรองไปแล้ว ตำรวจจึงได้ประสานไปยังท้องที่ข้างเคียง รวมทั้งกองปราบปรามให้ช่วยสกัดจับอีกทางหนึ่งด้วย

พ.ต.อ.ภควัตกล่าวว่า หลังได้รับแจ้งเหตุตำรวจก็ได้กระจายกำลังออกติดตามไล่ล่าตัวผู้ก่อเหตุอย่างเต็มที่ ทั้งตามบ้านญาติ บ้านเพื่อน หรือสถานที่ต่างๆ ที่ประชาชนแจ้งเบาะแสมา แต่ก็ยังไม่พบตัว และจะยังคงติดตามตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะได้ตัวในเร็วๆ นี้ พร้อมกันนี้ยังได้จัดกำลังไปดูแลความปลอดภัยให้กับครอบครัวของเหยื่อด้วย เพราะเกรงว่าผู้ต้องหาอาจจะกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก

กระทั่งเมื่อเวลา 01.45 น. วันที่ 17 เม.ย. พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. พร้อมด้วย พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบก.ป. และ พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น ผกก.3 บก.ป. นำกำลังเจ้าหน้าที่กองปราบปรามบุกควบคุมตัวนายสมหมาย หมายจับศาลอาญาจังหวัดนางรอง เลขที่ 67/2561 ลงวันที่ 13 เม.ย. 2561 ในข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร”

ภายหลังสืบทราบว่าผู้ต้องหาหลบหนีมาพักที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งในอ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี และนำตัวมาที่กองปราบฯ เพื่อสอบปากคำ

พ.ต.อ.บุญลือกล่าวว่า เหตุดังกล่าวเกิดจากการที่ผู้ก่อเหตุมีปัญหากับครอบครัวผู้ตาย เพราะหลังแต่งงานทางครอบครัวฝ่ายภรรยาก็กีดกันไม่ให้ยุ่ง ด้วยความสงสัยและน้อยใจ วันก่อเหตุจึงเดินทางมาคุยกับครอบครัวฝ่ายภรรยาและก่อเหตุดังกล่าว

หลังก่อเหตุ มีคนพาหนีมาที่ อ.กบินทร์บุรี โดยพบจดหมายลาตายไว้ในห้องพักที่ถูกจับกุม คาดว่าหากจับกุมช้ากว่านี้อาจก่อเหตุฆ่าตัวตาย ทั้งนี้อาวุธปืนที่ยิงมีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย แต่เป็นของพ่อนายสมหมาย

จากการสอบสวนนายสมหมายให้การรับสารภาพว่า เป็นคนลงมือใช้อาวุธปืนยิงจริง แต่ไม่ขอเปิดเผยสาเหตุของเรื่องดังกล่าว เพราะไม่อยากพูดจากระทบใคร และอยากขอโทษที่ก่อเหตุดังกล่าว ที่ทำไปเพราะเป็นอารมณ์ชั่ววูบ สำหรับปืนนั้นเป็นของพ่อ เอามาโดยที่พ่อไม่รู้

ภายหลังจับกุมเจ้าหน้าที่กองปราบปราม แจ้งทางสภ.นางรอง มารับตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย

หมดรักกันแล้วก็แยกย้ายกันไปใช้ชีวิตของตนเอง มัวมายื้อกันไว้ก็รังแต่จะเจ็บปวดทั้งสองฝ่าย สุดท้ายจึงลงเอยด้วยความสูญเสีย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน