เปิดหลักฐานมัดผัวโหด ฆ่าปาดคอเมียสาวเสิร์ฟ สยองหอพักเมืองลับแล

เปิดหลักฐานมัดผัวโหด ฆ่าปาดคอเมียสาวเสิร์ฟ สยองหอพักเมืองลับแล

สดจากสนามข่าว

ยุวรรณ์ดา พานทอง เรื่อง/ภาพ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 10 ก.ค. พ.ต.อ.ดิษยเดช พัชรภูวดล ผกก.สภ.เมืองอุตรดิตถ์ นำกำลังพร้อมด้วย ร.ต.อ.นัฐพล ดวงตาน้อย รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองอุตรดิตถ์ เจ้าหน้าที่สายตรวจชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่กู้ภัยอุตรดิตถ์ และ พญ.ธัญธร พรทวีรัตน์ แพทย์เวรโรงพยาบาลอุตรดิตถ์

ที่เกิดเหตุเป็นตึกแถวชั้นเดียว มีห้องพัก 7 ห้อง โดยที่ห้องหมายเลข 2 พบศพ น.ส.กมลรัตน์ เรืองฤทธิ์ อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 131 ม.13 ต.บ้านตึก อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย สภาพศพนอนหงายในห้องน้ำ หัวโผล่มาหน้าประตูห้องน้ำ สวมเสื้อยืดแขนสั้นคอกลมสีน้ำเงินขาว สวมกางเกงขาสั้น สีแดงลายสกอต

บริเวณลำคอของผู้เสียชีวิตถูกของ มีคมปาดแผลเหวอะหวะ และที่หน้าท้องถูกแทงเป็น แผลใหญ่จนลำไส้ทะลักออกมาอย่างน่าสยดสยอง

ชันสูตรเบื้องต้น

นอกจากนี้ตามลำตัวยังมีบาดแผลถูกแทงร่วม 10 แผล ในที่เกิดเหตุพบมีดพับ 1 เล่ม วางอยู่บนเตียงนอน ตำรวจจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน เบื้องต้นคาดว่าเสียชีวิตมาแล้วอย่างน้อย 3 วัน เพราะศพเริ่มส่งกลิ่นเหม็นเน่าไปทั่วห้อง

จากการสอบถามเจ้าของหอพักให้รายละเอียดว่า ได้รับแจ้งจากลูกสาวซึ่งดูแลหอพักอยู่ ว่าสงสัยว่าจะมีคนเสียชีวิตภายในหอพัก จึงรีบเดินทางมาดู ปรากฏว่าเมื่อไขห้องเข้าไป พบมีผู้เสียชีวิตจริงตามที่ลูกสาวบอก จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ

เจ้าของหอพักให้ข้อมูลต่อว่า สำหรับผู้เสียชีวิตมาขอเช่าห้องอยู่ได้ 2 เดือนแล้ว โดยมาขอเช่าอยู่คนเดียวบอกว่าทำงานเสิร์ฟอยู่ร้านอาหารแห่งหนึ่งและหนีสามีมาเช่า ก่อนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา สามีได้ตามมาเจอ แล้วพยายามง้อให้กลับไปอยู่ด้วยกัน แต่ผู้เสียชีวิตไม่ไปจนเกิดทะเลาะกัน สามีได้ขู่ฆ่าผู้เสียชีวิตเอาไว้

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า อาจจะเป็นสามีเก่าที่ตามมาเจอผู้เสียชีวิตแล้วฆ่า เพราะก่อนเกิดเหตุได้ทะเลาะกันอย่างรุนแรง ทางฝ่ายผู้เสียชีวิตไปแจ้งความลงบันทึกประจำไว้แล้ว

ขณะที่การติดตามจับกุมตัวคนร้าย แม้จะมีผู้ต้องสงสัยอยู่ในใจ แต่เมื่อไม่มีประจักษ์พยาน เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ มาเป็นหลักฐานในการใช้มัดตัว

นายไสว แก้วแอ่ง อายุ 46 ปี สามีผู้ตาย ถูกเชิญตัวมาสอบสวน ซึ่งเจ้าตัวปฏิเสธหัวชนฝาว่าไม่เกี่ยวข้อง ตำรวจจึงตรวจสอบร่องรอยตามร่างกายเอาไว้ เพื่อส่งตรวจเปรียบเทียบกับหลักฐานที่เก็บได้ในที่ เกิดเหตุ

ผ่านไปถึง 10 วัน พยานหลักฐาน ก็แน่นหนาพอที่ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์จะอนุมัติหมายจับ เลขที่ จ.174/2561 ลงวันที่ 20 ก.ค. 61 ให้จับกุมนายไสว ในข้อหาฆ่าผู้อื่น ขณะที่เจ้าตัวนั้นไม่ต้องไปตามหาให้เหนื่อย

เพราะถูกขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดอุตรดิตถ์ 

ต่อมาพ.ต.อ.ดิษยเดช นำหมายจับศาลเข้าสอบปากคำที่เรือนจำจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยพ.ต.อ.ดิษยเดชกล่าวว่า หลังเกิดเหตุแพทย์ได้ชันสูตรศพพบว่าบาดแผลทำให้เสียชีวิตคือที่บริเวณลำคอ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้รวบรวมพยานหลักฐาน และชุดสืบสวนลงพื้นที่ทั้งในพื้นที่ สภ.เมือง และสภ.ใกล้เคียง เพื่อหาแรงจูงใจในการก่อเหตุ

ตํารวจพบว่าก่อนเกิดเหตุ 1 วัน ผู้ต้องหาในคดีนี้ ซึ่งเป็นสามีของผู้ตายแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ได้มาที่ห้องเกิดเหตุแล้วทะเลาะกันรุนแรง จนตำรวจต้องเข้าระงับเหตุมาแล้ว 1 ครั้ง นอกจากนี้ได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ตั้งแต่บ้านผู้ต้องหาจนถึงสถานที่ก่อเหตุ

พ.ต.อ.ดิษยเดช พัชรภูวดล ผกก.สภ.เมืองอุตรดิตถ์ / นายไสว แก้วแอ่ง ผู้ต้องหา

พบพยานหลักฐานสอดคล้องว่าคืนเกิดเหตุ ผู้ต้องหาได้ออกจากบ้านที่ ต.แม่พูล อ.ลับแล มาตามเส้นทางมุ่งหน้าที่เกิดเหตุ ก่อนเดินทางออกมา และยังมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ คือที่ลำตัวผู้ต้องหามีรอยเล็บข่วน จึงได้เก็บชิ้นเนื้อที่ซอกเล็บผู้ตายส่งไปตรวจก็พบว่าตรงกันกับดีเอ็นเอของผู้ต้องหา จึงได้รวบรวมหลักฐานก่อนออกหมายจับจากศาล

ทั้งนี้ผู้ต้องหาเคยติดคุก 4 ครั้ง ในคดียาเสพติด โดยนำเงินจากการค้ายาเสพติดมาดูแล ซื้อทองให้ผู้ตาย แต่ระยะหลังผู้ตายมีใจออกห่าง จึงน่าจะเป็นสาเหตุให้เกิดความโกรธแค้นและก่อเหตุดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม จากการสอบสวนขณะนี้ผู้ต้องหา ยังให้การปฏิเสธ แต่เจ้าหน้าที่มั่นใจในพยานหลักฐานต่างๆ ที่ค่อนข้างชัดเจน เมื่อแจ้งข้อกล่าวหาแล้วก็จะมีการสู้คดีในชั้นศาลต่อไป

“พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พยานแวดล้อมชัดเจน โดยเฉพาะรถจยย.ของผู้ต้องหา มีลักษณะพิเศษ คือเป็นรถจยย.พ่วงข้างสำหรับใช้ขนทุเรียน ซึ่งใช้กันในพื้นที่ อ.ลับแล ขณะที่ตัวผู้ต้องหามีลักษณะตัวเล็ก ผมสั้นเกรียน ตรงกับพยานหลักฐาน พยานแวดล้อม โดยก่อนหน้านี้ ผู้ต้องหาต้องโทษคดีค้ายาเสพติดเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จากนั้นได้ประกันตัวในชั้นศาลออกไป กระทั่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ นายประกันจึงถอนประกันเพราะกลัวหลบหนี จึงถูกควบคุมตัวไว้ที่ เรือนจำ” พ.ต.อ.ดิษยเดชกล่าว

มูลนิธิส่งศพชันสูตร

ฝากถึงผู้ประกอบการหอพักรวมทั้งประชาชน หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ ให้รีบโทร.แจ้ง 191 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าดูแลช่วยเหลือได้ทันท่วงที

เพราะคดีนี้ ผู้ตายได้ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครโทร.แจ้งตำรวจ ทำให้กว่าจะรู้ก็ช้าเกินไปแล้ว

บทความก่อนหน้านี้“แพนเค้ก-เขมนิจ” โฆษกพิเศษกองทัพเรือ
บทความถัดไปบทบรรณาธิการข่าวสด : สำนึกประชาธิปไตย