เปิดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องหมอนิ่ม-แต่คุก “แม่” คดีจ้างฆ่าเอ็กซ์-จักรกฤษณ์ ลุ้นอัยการสู้ต่อ-ยื่นฎีกา

แฟ้มคดี

พลิกไปพลิกมาสำหรับคดีใหญ่ จ้างวานฆ่า เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม อดีตนักกีฬายิงปืนทีมชาติไทย

ที่ถูกมือปืนยิงดับคารถปอร์เช่หรู เมื่อ 5 ปีก่อน

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตสถานเดียว หมอนิ่ม พญ.นิธิวดี ภู่เจริญยศ ภรรยา ซึ่งเชื่อได้ว่าเป็นผู้จ้างวาน 

และให้ยกฟ้องน.ส.สุรางค์ ผู้เป็นแม่ แม้ว่าจะให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้จ้างมือปืนด้วยตัวเอง แต่พยานหลักฐานฟังไม่ได้

จนกระทั่งถึงชั้นศาลอุทธรณ์ ซึ่งมีคำพิพากษายกฟ้องหมอนิ่ม โดยให้เหตุผลว่ายังรักและมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา

ไม่มีเหตุน่าเชื่อว่าจะบงการฆ่าสามีได้

ส่วนแม่ยายนั้นเชื่อได้ว่ามีความโกรธแค้นที่ลูกสาวถูกทำร้าย อีกทั้งยังรับสารภาพด้วยตัวเอง จึงให้ลงโทษประหารชีวิต

แต่ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต

เหลือต้องลุ้นต่อว่าโจทก์ยังจะยื่นฎีกาอีกหรือไม่

และถ้ายื่น ผลจะออกมาเป็นอย่างไร

อุทธรณ์ยกฟ้องหมอนิ่ม

วันที่ 7 ส.ค. ที่ฟ้องพิจารณาคดี 203 ศาลจังหวัดมีนบุรี ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีดำที่อ.383/2557 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีศาลจังหวัดมีนบุรี นายมานพ พณิชย์ผาติกรรม บิดาของเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม อดีตนักยิงปืนทีมชาติ

ยื่นฟ้องนายจิรศักดิ์ หรือ จี กลิ่นคล้าย อายุ 36 ปี มือปืน น.ส.สุรางค์ ดวงจินดา อายุ 75 ปี แม่หมอนิ่ม พญ.นิธิวดี ภู่เจริญยศ หรือหมอนิ่ม นายสันติ หรืออี๊ด ทองเสม อายุ 31 ปี ทนายความ และนายธวัชชัย หรืออ้น เพชรโชติ คนขี่จยย.พามือปืนลงมือ เป็นจำเลยที่ 1-5

ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จ้างวาน ใช้ ยุยง ส่งเสริมให้ฆ่า มีและพกพาอาวุธปืน ยิงอาวุธปืนในที่ทางสาธารณะ

โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2559 ศาลจังหวัดมีนบุรี มีคำพิพากษาประหารชีวิตสถานเดียว พญ.นิธิวดี หรือหมอนิ่ม และนายสันติ หรือทนายอี๊ด ซึ่งทั้งคู่ยื่นอุทธรณ์ และประกันตัว หลักทรัพย์คนละ 1 ล้านบาท ยกฟ้องแม่หมอนิ่ม ส่วนทีมสังหารทั้งคู่จำคุกตลอดชีวิต

ทั้งนี้การอ่านคำพิพากษา ปรากฏว่านายสันติ หรือทนายอี๊ด ไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา ซึ่งถือเป็นการผิดนัดครั้งที่ 2 ศาลจึงสั่งออกหมายจับให้มาฟังคำพิพากษา

ขณะที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ระบุว่า พยานหลักฐานที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพของน.ส.สุรางค์ ที่ว่าเป็นผู้จ้างวานมือปืนเองนั้น กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าพนักงานสอบสวน สื่อมวลชน และบุคคลที่จำเลยให้ความเคารพเชื่อว่าไม่ได้ถูกชักจูง

จึงฟังได้ว่าน.ส.สุรางค์ เป็นผู้ว่าจ้างคนกลาง ให้ติดต่อกับทนายอี๊ด และมอบเงิน 2 ครั้ง ครั้งแรก 6 แสนบาท และมีการร้อง เพิ่มอีก 6 แสนบาท โดยน.ส.สุรางค์ตกลงให้ ก่อนที่จะจ้างมือปืนไปก่อเหตุ

เนื่องจากน.ส.สุรางค์ ยังโกรธแค้นผู้ตายที่ทำร้ายร่างกายหมอนิ่ม ซึ่งเป็นบุตรสาวคนเดียว และทำร้ายหลานสาวได้รับบาดเจ็บหลายครั้งหลายหน เชื่อว่าผู้ตายไม่สามารถแก้ไขพฤติกรรมได้ น.ส.สุรางค์ จึงมีความผิดฐานใช้จ้างวานฆ่า

ตรวจที่เกิดเหตุ

ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์เห็นควรพิพากษากลับให้เป็นประหารชีวิต อย่างไรก็ตามคำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาบ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกตลอดชีวิต

ส่วนหมอนิ่ม ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ตามการนำสืบฟังได้ว่า ยังรักใคร่ กับผู้ตาย ก่อนเกิดเหตุ เมื่อส.ค.56 ยังพาบุตรสาวไปเยี่ยมเอ็กซ์ที่เรือนจำทหาร ระหว่างถูกดำเนินคดีทำร้ายร่างกาย และไม่คัดค้านการประกันตัว รวมทั้งเคยนั่งไปกับผู้ตายช่วงเกิดเหตุ

อีกทั้งช่วงหลังที่ผู้ตายออกมาก็ไม่มีเหตุทำร้ายหมอนิ่ม จึงไม่เป็นเหตุจูงใจ เชื่อว่าหมอนิ่มยังรักกับผู้ตาย จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นผู้จ้างวาน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาประหาร ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นด้วย พยานหลักฐานก็มีข้อสงสัยว่าร่วมจ้างวานหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

พิพากษายกฟ้อง โดยไม่สั่งขังระหว่างฎีกา

ส่วนมือปืนและคนขับรถ พิพากษายืนคุกตลอดชีวิตตามศาลชั้นต้น ส่วนทนายอี๊ด ยืนลงโทษประหารชีวิตสถานเดียวเช่นกัน

เป็นบทสรุปอีกแบบ

อัยการแจงขั้นตอนฎีกา

โดยขณะที่ฟังคำพิพากษา “หมอนิ่ม” หรือพญ.นิธิวดี มีอาการเสียใจและเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ใช้มือปาดน้ำตาและใช้ทิชชูซับน้ำตาที่อาบแก้มอยู่ตลอดเวลา ขณะที่น.ส.สุรางค์ ยืนฟังคำพิพากษาด้วยสีหน้าเรียบเฉยเคียงข้างลูกสาว

ทั้งนี้หลังจากฟังคำพิพากษา ทนายความนำหลักทรัพย์เป็นเงินสดและหลักทรัพย์อื่นรวม 1 ล้านบาท ยื่นประกันตัว เพื่อต่อสู้คดีชั้นศาลฎีกา โดยศาลมีนบุรีพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ เว้นแต่ ได้รับอนุญาตจากศาล 

โดยทนายความระบุว่า น.ส.สุรางค์ ต้องยื่นฎีกาอยู่แล้ว เนื่องจากศาลพิพากษาลงโทษ แต่ในส่วนหมอนิ่ม เมื่อศาลยกฟ้อง ขึ้นอยู่กับโจทก์และอัยการ ว่าจะฎีกาคำพิพากษาหรือไม่

ด้าน นางบุญคิด พณิชย์ผาติกรรม แม่ของเอ็กซ์-จักรกฤษณ์ ระบุว่า ยอมรับ คำพิพากษาได้ เพราะไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ลูกชายก็ไม่ฟื้นขึ้นมา เมื่อผลพิพากษายกฟ้องหมอนิ่ม ก็รู้สึกสบายใจ ที่หลานทั้ง 2 มีคนดูแล หมอนิ่ม เลี้ยงหลานอย่างดี ส่งเข้าโรงเรียนดีๆ

เดือนก่อนมีโอกาสเจอหลานทั้ง 2 คนในรอบ 5 ปี เห็นว่าหลานสุขสบายดี และดีใจมาก หลังจากนี้อาจจะไม่ฎีกาในส่วนของหมอนิ่ม เพราะอโหสิกรรมให้ตั้งนานแล้ว

อย่างไรก็ตามนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ระบุว่า คดีนี้ถือว่าศาลอุทธรณ์ลงโทษไม่เต็มตามฟ้องของอัยการที่ฟ้องให้ประหารชีวิตจำเลยทุกคน จึงต้องเสนอสำนักงานอัยการศาลสูงพิจารณา ยื่นฎีกาต่อไปหรือไม่ โดยจะต้องยื่นฎีกา ในหนึ่งเดือนนับแต่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ แต่อัยการศาลสูง จะพิจารณาอย่างไรเป็นดุลพินิจ และไม่ใช่ว่าจะต้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลล่างเสมอไป 

อัยการศาลสูงจะพิจารณาจากคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เปรียบเทียบกัน ซึ่งในการยื่นฎีกา ทั่วไปก็จะเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลรับฟังเป็นยุติ และอัยการไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพราะเหตุใด เพราะพยานหลักฐานใด ตามที่ได้นำสืบกันมาในศาลชั้นต้น อัยการเห็นว่าครบถ้วนสมบูรณ์ ก็จะเสนอต่อศาลฎีกา เพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งต้องเป็นประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ได้ว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลล่าง

อาจต้องสู้กันต่อในชั้นฎีกา

1.เมื่อครั้งขอคืนดี 2.แม่ได้ประกัน 3.ศาลยกฟ้อง 4.แม่เอ็กซ์อโหสิ

เปิดคำพิพากษาศาลชั้นต้น

สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันที่ 19 ต.ค. 2556 โดยคนร้ายได้ขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบ ขณะที่ “เอ็กซ์ จักรกฤษณ์” ขับรถปอร์เช่สีดำ เมื่อถึงบริเวณหน้าวัดบางเพ็งใต้ สุขาภิบาล 3 ย่านมีนบุรี กทม. มือสังหารได้กระหน่ำยิงเข้าไปที่รถจนเกิดเหตุดังกล่าว

จนกระทั่งการสืบสวนพบว่า หมอนิ่ม เป็นผู้ที่จ้างวาน โดยมีแม่รับรู้ นำมาซึ่งการยื่นฟ้องจำเลยทั้ง 5

วันที่ 19 ธ.ค. ศาลมีนบุรี พิพากษาว่า พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งห้าแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติ ในเบื้องต้นว่า ผู้ตายอยู่กินฉันสามีภรรยากับหมอนิ่ม มีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาวันที่ 19 ต.ค. 2556 นายจักรกฤษณ์ถูกคนร้ายร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงจนถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่

โจทก์มีพยานที่เป็นลูกค้าสถานเสริมความงามของหมอนิ่ม มานาน 9 ปี ยืนยันว่าต้นปี 2556 ทราบจากสื่อโทรทัศน์ว่า ผู้ตายทำร้ายร่างกายหมอนิ่ม มีการร้องทุกข์ดำเนินคดีและขอความช่วยเหลือ จากมูลนิธิปวีณาฯ จึงพูดคุยทางโทรศัพท์เคลื่อนที่กับจำเลยที่ 3 ซึ่งปรึกษาขอให้หาคนมาช่วยปรามผู้ตายไม่ให้ทำร้าย จึงแนะนำกันจนรู้จักทนายอี๊ด

จากนั้นมีการพบปะกันระหว่างหมอนิ่ม และทนายอี๊ด ที่โรงพยาบาล เสรีรักษ์ ที่หมอนิ่มพักรักษาตัวอยู่ พยานเห็นเงิน 6 แสนบาท วางบนโต๊ะ ก่อนที่หมอนิ่มจะบอกให้ช่วยจัดการผู้ตายให้หน่อย ก่อนที่ทนายอี๊ดจะเก็บเงินบนโต๊ะไป

นอกจากนี้พยานที่เป็นพนักงานสอบสวน ระบุว่าพบปมขัดแย้งในครอบครัว มีการพาหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว พักค้างที่บ้าน ผู้ตายเคยผลักศีรษะหมอนิ่มและท้าให้เลิก

ศาลเห็นว่า เหตุการณ์ที่ผู้ตายกระทำต่อหมอนิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการพาผู้หญิงอื่นมาค้างที่บ้าน, การไม่ให้เกียรติจำเลยที่ 3 ผลักศีรษะหมอนิ่ม และท้าทายให้เลิกกันต่อหน้าผู้หญิงอื่น ซึ่งมีความสัมพันธ์กับผู้ตาย ย่อมสร้างความขุ่นเคืองและนับเป็นฟางเส้นสุดท้าย ต่อความอดกลั้นและอดทนต่อพฤติกรรมของผู้ตายที่มีปัญหาติดยาเสพติด ความเจ้าชู้ และใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายและจิตใจ

นอกจากนี้ยังมีคำเบิกความให้เห็นว่าหมอนิ่มพยายามจะตัดเอ็กซ์ ให้ออกจากการเป็นหุ้นส่วนคลินิกที่ทำร่วมกัน 

ความขัดแย้งทั้งหมดย่อมเป็นมูลเหตุในการสังหารผู้ตาย พิพากษา ประหารชีวิต

ส่วนน.ส.สุรางค์ ชั้นสอบสวนไม่ปรากฏว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง เพิ่งมีการ กลับคำให้การตอนหลัง จึงสั่งยกฟ้อง

พลิกในชั้นอุทธรณ์ ลุ้นอีกที่ศาลฎีกา

 

อ่านข่าวย้อนหลัง