วิถีแห่งอำนาจเหมาเจ๋อตง – จากบทสรุปของ หวง ซี ปิง เห็นว่า เฉินตุ๊ซิ่ว เป็นปัญญาชนที่ผันตัวเองจากนักประชาธิปไตยหัวรุนแรงมาฝักใฝ่กับลัทธิมาร์กซ์ แม้จะเริ่มต้นล่าช้ากว่าหลี่ต้าเจา แต่เพราะเป็นบรรณาธิการ “ซินซิงเหนียง” ยาวนาน
จึงเป็นที่รู้จักดีและได้กลายเป็นนักประชาสัมพันธ์ให้แก่ลัทธิมาร์กซ์ในเวลาอันรวดเร็ว
โดยส่อเค้าว่าได้รับอิทธิพลลัทธิมาร์กซ์ในเดือนมีนาคม 1920 เมื่อเขียนบทความ “ทฤษฎีประชากร ศาสตร์ของมัลธัสกับปัญหาประชากรของจีน”
เป็นการใช้ทัศนะลัทธิมาร์กซ์วิพากษ์ทฤษฎี ธอมัส รอเบิร์ต มัลธัส แต่ไม่ได้อ้างชื่อมาร์กซ์
ไม่กี่เดือนต่อมาเมื่อแสดงปาฐกถา “ความตื่นตัวของผู้ใช้แรงงาน” ก็ได้อิงทัศนะของ มาร์กซ์ออกมาอย่างชัดเจน เช่น เอ่ยถึงแรงงานสร้างโลก ผู้ใช้แรงงานทำประโยชน์ให้กับโลกและน่านับถือมากที่สุด
จากนั้นก็ตอบโต้ทัศนะ “ชนชั้นปกครองใช้สมองปกครอง ชนชั้นแรงงานถูกปกครอง”
โดยเสนอและเรียกร้องให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปตามทัศนะวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ที่เชื่อมั่นว่าชนชั้นผู้ใช้แรงงานจะขึ้นมาเป็นผู้กุมอำนาจรัฐในที่สุด
ถามว่าอย่างไรคือพัฒนาการในทางความคิดของเฉินตุ๊ซิ่ว
ความคิดของเฉินตุ๊ซิ่วเริ่มต้นจากการเป็นผู้วิเคราะห์และประเมินซึ่งเห็นด้วยกับลัทธิมาร์กซ์ และพัฒนาจนกลายมาเป็นผู้ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์และให้การสนับสนุนลัทธิมาร์กซ์อย่างเร่าร้อน
บทความ “คุยกันเรื่องการเมือง”ที่ตีพิมพ์ในเดือนกันยายน 1920
เฉินตุ๊ซิ่วแสดงออกบนจุดยืนของลัทธิมาร์กซ์อย่างแจ่มชัด โจมตีลัทธิอนาธิปไตยที่ก่อกระแสคัดค้านทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เอาอำนาจรัฐ ไม่เอากฎหมาย ไม่เอาแม้กระทั่งชาติ
ถือว่าเป็นต้นเหตุแห่งความอยุติธรรม และความปั่นป่วนวุ่นวายแท้จริงอยู่ที่ชนชั้นนายทุน
“จะขจัดความอยุติธรรมและความทุกข์ทั้งปวงให้หมดไปชนชั้นผู้ใช้แรงงานที่ถูกกดขี่จะต้องรวมพลังให้อยู่ในฐานะเข้มแข็ง แล้วใช้องค์กรทางกฎหมายและการเมืองไปเอาชนะชนชั้นนายทุน
ขจัดระบบทรัพย์สินส่วนตัว ระบบขูดรีดแรงงาน ระบบเศรษฐกิจที่ไม่เสมอภาคให้หมด”
เฉินตุ๊ซิ่วเป็นนักลัทธิมาร์กซ์ที่เน้นการปฏิบัติ มีความรู้สึกรุนแรงกับภารกิจที่ประวัติศาสตร์มอบหมาย จึงไม่เพียงแต่ค้นคว้าลัทธิมาร์กซ์อย่างจริงจังเพื่อใช้เป็นแนวคิดชี้นำการปฏิบัติ
หากแต่ยังลงมือกระทำทุกวิถีทางเพื่อให้ความคิดเหล่านั้นแพร่ไปสู่มวลชน
ถ้าเปรียบเทียบระหว่างหลี่ต้าเจากับเฉินตุ๊ซิ่ว ลักษณะเด่นของหลี่ต้าเจา คือ การยึดมั่นในวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ เชื่อในบทบาทของมวลประชาชนในกระบวนการพัฒนาของประวัติศาสตร์
รับรู้ว่าประชาชนคือพลังดันอย่างแท้จริง ไม่ใช่อิทธิพลจากภายนอก
และก็จากทัศนะที่เชื่อมั่นในพลังของประชาชนเช่นนี้เอง จึงเน้นอย่างหนักแน่นให้ทฤษฎีต้องประสานกับความเป็นจริง และต้องทุ่มตัวไปสู่มวลชนอย่างจริงจัง
นอกจาก เฉินตุ๊ซิ่ว หลี่ต้าเจา ยังมีปัญญาชนจีนที่เก็บรับบทเรียนจากญี่ปุ่น
หลีต๋าแปลหนังสือ 1 อธิบายความหมายทัศนะวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ 1 ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของ มาร์กซ์ 1 ภาพรวมของปัญหาสังคม
ส่งจากญี่ปุ่นเข้ามาตีพิมพ์เผยแพร่ในจีน
ต่อมาสมาคมศึกษาลัทธิมาร์กซ์แห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่งที่หลี่ต้าเจาก่อตั้งได้เลือกหนังสือ “ทฤษฎี เศรษฐศาสตร์ของมาร์กซ์” เป็นเล่มหนึ่งในรายชื่อหนังสือที่นักศึกษาต้องอ่าน
หยางเผาอานเป็นปัญญาชนจากญี่ปุ่นที่มีบทบาทเช่นเดียวกับหลีต๋า
หยางเผาอานเดินทางกลับประเทศในปี 1919 เขียนบทความ “สังคมนิยม”ตีพิมพ์ในหนังสือ “จงหวาซินเป้า” ในกวางตุ้ง ยกย่องหนังสือ Das Kapital ของมาร์กซ์ว่า
เป็น “ตำราคลาสสิคของลัทธิสังคมนิยม”
อีกบทความ “ลัทธิมาร์กซ์ : สังคมนิยมที่เป็นวิทยาศาสตร์” แนะนำผู้อ่านให้รู้จักวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ ทฤษฎีการต่อสู้ทางชนชั้นและทฤษฎีมูลค่าส่วนเกินอย่างเป็น ระบบ
ระหว่างปี 1919-1921 หลี่ฮั่นจุ้นได้ผลิตงานเขียนและแปลออกมามากกว่า 80 ชิ้น
นี่คือการนำเข้าลัทธิมาร์กซ์ ลัทธิเลนิน บทเรียนการปฏิวัติเดือนตุลาคม 1917 ของรัสเซียเข้ามาในเนื้อดินของสังคมประเทศจีนอย่างเป็นระบบและอย่างเป็นขบวนการ
เป็นพื้นฐานอย่างสำคัญให้กับคนรุ่นใหม่และชนชั้นกรรมาชีพของจีน