คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มประชาชนวันที่ 19 ก.ย.ที่จะถึง แม้ว่าเนื้อหาและข้อเรียกร้องเทไปยังประเด็นทางการเมือง แต่แรงผลักดันใหญ่และสำคัญที่ทำให้คนมีความรู้สึกร่วมคือ ประเด็นเศรษฐกิจ
ภาวการณ์ทุกยุคทุกสมัยและเกือบทุกประเทศบ่งบอกว่า รัฐบาลที่อยู่ในอำนาจฝ่ายบริหารได้ยาวนาน คือรัฐบาลที่บริหารเศรษฐกิจให้ถูกใจประชาชน
ยิ่งเศรษฐกิจดี เกิดการไหลเวียนและกระจายตัวสู่คนรากหญ้าได้มากเท่าใด ความนิยมต่อรัฐบาลหรือผู้นำรัฐบาลจะมีมากเท่านั้น
ดังนั้นความเข้าใจว่าบริหารประเทศไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมีข้าราชการเป็นกลไกอยู่แล้ว จึงเป็นความเข้าใจผิด
เพราะถึงอย่างไรเรื่องปากท้องของประชาชนคือกุญแจสำคัญที่พิสูจน์ฝีมือรัฐบาล
แม้ขณะนี้ทุกประเทศต่างประสบพิษภัยจากผลกระทบโรคระบาดโควิด-19 แต่ไม่ใช่ทุกรัฐบาลที่ถูกต่อต้านจากประชาชน
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษาว่ารัฐบาลดำเนินนโยบายและมีมาตรการอย่างไรในการรับมือผลกระทบที่ทำให้ประชาชนเข้าใจและร่วมมือ
สำหรับเศรษฐกิจประเทศไทย จากที่เอดีบีปรับประมาณการปีนี้ว่าติดลบร้อยละ 8 ความจริงแล้วไม่ราบรื่นมาก่อนสถานการณ์โควิด
เนื่องจากเกิดเหตุรัฐประหารที่มีผลกระทบกับการติดต่อค้าขายกบั ประเทศต่างๆและมีผลต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายที่ไม่เชื่อมโยงกับประชาชน
กระทั่งเมื่อเกิดสถานการณ์โควิด รัฐบาลออกมาตรการออกมาเป็นระยะ รวมถึงล่าสุดที่มีโครงการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนที่จะเข้าสู่การพิจารณาของครม.วงเงิน 51,000 ล้านบาท
โครงการดังกล่าวส่วนแรกเป็นความช่วยเหลือแก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ระยะเวลา 3 เดือน
นอกจากนี้ยังมีโครงการคนละครึ่งที่เปิดให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ เน้นคนฐานราก จำนวน 10 ล้านคน วงเงิน 30,000 ล้านบาท เป็นต้น
เรื่องที่น่าพิจารณาอย่างยิ่งกับแผนงานดังกล่าวนี้บวกกับมาตรการก่อนหน้านี้ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด และถูกใจ ประชาชนหรือไม่
รัฐบาลน่าจะตรวจวัดผลได้ไม่ยาก หากต้องการรู้กระแสที่แท้จริง