คอลัมน์ บทบรรณาธิการ

เพิกถอนคดีคือทางออก – ในช่วงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีผู้ร่วมชุมนุมถูกออกหมายเรียกไปรับข้อหาฝ่าฝืนพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจำนวนมาก

นอกจากนิสิตนักศึกษา และเยาวชนแล้ว ยังมีผู้สังเกตการณ์ ตลอดจนสื่อมวลชนอิสระก็ถูกออกหมายเรียกอย่างไม่เป็นธรรม เหมือนมีเจตนา ซ่อนเร้น ทั้งการชุมนุมที่แยกปทุมวัน ห้าแยกลาดพร้าว

นอกจากนี้ ยังมีผู้ถูกคุกคาม กดดันอีกจำนวนหนึ่ง ติดตามสะกดรอยทั้งแบบลับๆ และเปิดเผย บางคนถึงขนาดถูกลักลอบติดตั้งเครื่องบอกตำแหน่งที่อยู่

อันเป็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดต่อเสรีภาพ

จากข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิ มนุษยชนระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 13-21 ตุลาคม มีผู้ชุมนุมถูกจับกุมอย่างน้อย 90 ราย และมีผู้ถูกดำเนินคดี 84 ราย โดยใช้ทั้งการตั้งข้อหา หมายเรียก และหมายจับทั้งคดีใหม่เก่ามาบังคับใช้

ที่น่าตกใจก็คือ แกนนำและผู้ชุมนุมหลายคนไม่ได้รับสิทธิประกันตัว อีกทั้งมีเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี อย่างน้อย 3 คนถูกจับกุมไปด้วยแต่ได้รับการปล่อยตัวและประกันในชั้นศาลเยาวชน

สำหรับข้อหาที่รัฐใช้ มีทั้งข้อหาร้ายแรงและอัตราโทษสูงถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 ผู้ใดประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินี หรือรัชทายาท ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบหกปีถึงยี่สิบปี

ที่มีโทษหนักรองลงไป ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ข้อหาเกี่ยวกับการยุยงปลุกปั่น และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง

แม้นายกรัฐมนตรีจะมีคำสั่งยกเลิกประกาศ ดังกล่าวไปแล้ว และออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเรียกร้องให้ถอยคนละก้าว

แต่ในทางคดีที่ถูกออกหมายเรียก หมายจับ ตลอดจนข้อหาที่รัฐใช้ดำเนินการกับผู้ชุมนุมยังคงมีผลในทางกฎหมาย ไม่ได้ถูกยกเลิกหรือเพิกถอนไปด้วยแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน ความเติบโตและพัฒนาการของผู้ชุมนุมของกลุ่มราษฎร ก็ยิ่งมีมวลชนเข้าร่วมมากขึ้นมหาศาล สำนักโพลสำรวจพบว่าเกิดจากความไม่พอใจผู้นำรัฐบาลเป็นแรงส่ง

การไล่ล่า จับกุม และเรียกรับทราบข้อหา รังแต่จะยิ่งทำให้บานปลายไปเรื่อยๆ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน