คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
ความล้มเหลว – ผลการลงมติรับ-ไม่รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 7 ฉบับ นอกจากลงเอยตามความคาดหมาย ยังตอกย้ำความขัดแย้งในสังคมไทยให้ชัดเจน ยิ่งขึ้น
ไม่ใช่แค่เกมชิงอำนาจแบบไทยๆ อย่างที่รัฐมนตรีการต่างประเทศไปพูดกับต่างประเทศ บนเวทีประชุมอาเซียน
ความขัดแย้งนี้หยั่งรากลึกลงเรื่อยๆ ไม่เพียงสะท้อนผ่านการชุมนุมของกลุ่มประชาชนและการปราบปรามการชุมนุมของเจ้าหน้าที่รัฐ ยังรวมถึงเนื้อหาการอภิปรายในสภา
ขณะที่ส.ส.ฝ่ายค้านพูดถึงการตอบสนองเสียงของประชาชนและผู้ชุมนุมที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วม ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและส.ว.กลับพูดถึงความหวาดระแวงร่างที่ประชาชนนับแสนร่วมลงชื่อ ด้วยทฤษฎีสมคบคิด
เป็นบทสรุปว่าข้ออ้างที่คณะรัฐประหารเคยใช้เมื่อปี 2557 ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
คําถามถัดจากนี้ไปอยู่ที่ว่ารัฐบาลจะจัดการกับความขัดแย้งนี้อย่างไร
จะกวาดจับกุมผู้ชุมนุมด้วยกลไกทางกฎหมายที่เปิดช่องไว้ไปเรื่อยๆ หรือไม่ จะให้เจ้าหน้าที่ฉีดน้ำ-แก๊สน้ำตา ยิงกระสุนยาง จนมีผู้บาดเจ็บต่อไปหรือไม่
จะปฏิบัติต่อมวลชนสองฝ่ายไม่เหมือนกันต่อไปหรือไม่
จะปล่อยให้สมาชิกของพรรคอภิปรายหรือพูดจาให้ร้ายผู้ชุมนุมว่าจาบจ้วงจ้องล้มเจ้า รับเงินต่างชาติ ชักศึกเข้าบ้าน ต่อไปอีกหรือไม่
จะไม่สนใจฟังเหตุผล ทั้งใช้วาทกรรมเดิมๆ ใส่ร้ายเหมารวมผู้เห็นต่างจากรัฐบาลคือพวกเผาบ้านเผาเมือง ทุจริตจำนำข้าว มาจนถึงคำใส่ร้ายคนรุ่นใหม่ ถูกล้างสมอง ต่อไปหรือไม่
ถ้าใช่ ความล้มเหลวจากรัฐประหารจะยิ่งแสดงผล
คณะรัฐประหารเคยอ้างตัวว่าเข้ามาจัดการยุติความขัดแย้งของคนในสังคม
แต่วิธีการบังคับ ปิดกั้น ไม่ให้ประชาชนแสดงออกหรือแสดงความคิดเห็น หวังจะสร้างภาพความสงบเรียบร้อยมาตั้งแต่ปี 2557 แสดงผลลัพธ์แล้วว่าไม่ได้ผล
หากรัฐบาลยังเดินหน้าเป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ไม่เห็นด้วยกับกฎกติกาที่สร้างขึ้นในยุคคสช. แทนที่จะเปิดเวทีค้นหาวิธีปรองดอง-สมานฉันท์
ความล้มเหลวและสิ้นหวังนี้จะยิ่งกัดกร่อนประเทศไทย