บุ๊กสโตร์
ผู้สื่อข่าวหรรษา
ในบรรยากาศการเมืองเข้มข้น ลูกเล็กเด็กแดงกระตือรือร้นสนใจ “สำนักพิมพ์มติชน” ชวนอ่านหนังสือที่ข้นด้วยเนื้อหา เข้มด้วยความคิด ภูมิใจเสนอในราคาลดพิเศษ
“เพราะการเมืองเป็นเรื่องของเราทุกคน”

… “เลือดสีน้ำเงิน : ซ้ายไม่จริง ขวาไม่แท้ และประชาธิปไตยในอุดมคติ” (263 บาท) ผลงานของ ปฐมาวดี วิเชียรนิตย์ เผยให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่ม “เลือดสีน้ำเงิน” ที่ถูกตราหน้าอย่างเหมารวมว่าคือผู้นิยมระบอบสมบูรณา ญาสิทธิราชย์ ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับคณะราษฎร และเป็นผู้ร้ายของฝ่ายประชาธิปไตยในหน้าประวัติศาสตร์
บุคคล 5 คนในกลุ่มเลือดสีน้ำเงิน ที่ปฐมาวดีนำมาเขียนถึงได้แก่ สอ เสถบุตร, ร.ท.จงกล ไกรฤกษ์, ม.จ.สิทธิพร กฤดากร, พระยาศราภัยพิพัฒ (เลื่อน ศราภัย วานิช) และ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน์ สะท้อนถึงอุดมคติและความจริงของบุคคลกลุ่มนี้ ทำให้เกิดความเข้าใจความคิดของคนที่เคยมีชีวิตโลดแล่นอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ผ่านมุมมองใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม ที่งานประวัติ ศาสตร์หลายชิ้นต่างนิยามให้กลุ่มเลือดสีน้ำเงินเป็นพวก “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ”
หนังสือเล่มนี้จะพาไปดูเบื้องลึกเบื้องหลังของกลุ่มเลือดสีน้ำเงิน ตั้งแต่ภูมิหลัง บทบาท และการเคลื่อนไหวในช่วงเวลารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 กบฏบวรเดช สงครามโลกครั้งที่ 2 และยุคเผด็จการทหาร 2490-2500
เพราะการแย่งชิงพื้นที่ความทรงจำยังดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น ความรู้เกี่ยวกับอดีตอันรอบด้านจึงมีความสำคัญอยู่เสมอ เราจึงจำเป็นต้องเข้าใจประวัติศาสตร์ทุกชุด เพราะมโนทัศน์ที่มีต่ออดีตจะเป็นตัวหล่อหลอมให้เรา เลิกเชื่อ หรือ เลือกเชื่อ

… “ราษฎรธิปไตย” (293 บาท) โดย ศรัญญู เทพสงเคราะห์ ว่าด้วยการต่อสู้เพื่อสถาปนาความหมาย คุณค่า และความทรงจำต่อระบอบประชาธิปไตยในยุคคณะราษฎร
หลังการปฏิวัติ 2475 คณะราษฎรได้สถาปนาระบอบประชาธิปไตยขึ้นในสยามประเทศ เพื่อคืนอำนาจอธิปไตยสู่ราษฎรผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่ทว่า ช่วงเวลาหลังการปฏิวัติ การเมืองไทยผันผวน คณะราษฎรและระบอบประชาธิปไตยถูกโจมตี ถูกบั่นทอน จากฝ่ายอนุรักษนิยม จนทำให้อำนาจที่เคยอยู่ในมือราษฎร ค่อยๆหายไป พร้อมกับความทรงจำของสังคมที่ถูกตัดต่อลดทอน และทำลาย
กระทั่งผ่านมา เกือบ 90 ปี ไม่มีใครจำได้อีกแล้วว่าสังคมยุคหลังการปฏิวัติ 2475 ที่เป็นประชาธิปไตย หน้าตาเป็นอย่างไร
ศรัญญู เทพสงเคราะห์ นักประวัติศาสตร์ผู้ใช้เวลาอยู่กับบันทึก หนังสือ เอกสาร และรูปภาพเก่า เรียงร้อยความทรงจำยุคประชาธิปไตยออกมาเป็นหนังสือรวมบทความเล่มนี้ที่จะรื้อฟื้นความทรงจำ ปะติดปะต่อภาพที่ขาดวิ่นของอดีตและส่งมอบหน้าประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าให้แก่สังคมผ่าน 6 บทความ มองสำนึกพลเมืองยุคคณะราษฎรผ่านอนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญในอีสาน, กลอนลำรัฐธรรมนูญมหาสารคาม พ.ศ. 2477, โทษประหารชีวิตหลังการปฏิวัติ 2475 : แนวคิด การเมือง และข้อถกเถียงในการลงทัณฑ์ด้วยความตายของรัฐไทย พ.ศ. 2475-2499
โรงเรียนฝึกอาชีพ : พื้นที่ควบคุมเด็กในสถาบันราชทัณฑ์ไทย พ.ศ. 2479-2501, อนุสาวรีย์ปราบกบฏ: จากจุดเริ่มต้นสู่การอันตรธาน พ.ศ. 2476-2561 และ การเมืองเรื่องอนุสาวรีย์ พระปกเกล้าฯ กับการช่วงชิงความทรงจำว่าด้วยประชาธิปไตยไทย หลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2494

… “เผด็จการวิทยา” พิชญ์ พงษ์ สวัสด์ นักคิด นักเขียน นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อศึกษาว่า เหตุใดระบอบเผด็จการจึงเติบโตและเกาะกินระบอบการเมืองทุกรูปแบบได้อย่างชาญฉลาด สามารถปรับตัวเข้ากับยุคสมัยได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะถึงจะถูกท้าทายจากผู้คนที่เชิดชูสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย แต่สุดท้ายแล้วระบอบเผด็จการภายใต้รูปลักษณ์ต่างๆ ก็ยังคงอยู่อย่างไม่อาจคาดคำนวณได้ว่าจะจบสิ้นลงเมื่อใด
ทั้งหมดนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่า ความเจริญก้าวหน้าของสังคมไม่ได้หมายมุ่งไปสู่ระบอบประชาธิปไตยเพียงเท่านั้น แต่จงระวังการปรากฏตัวของเผด็จการในยุคสมัยใหม่ เพราะถึงอย่างไร ไม่ว่าระบอบเผด็จการจะอยู่ในรูปลักษณ์ไหนย่อมถือเป็นความคิดและการ กระทำที่สังคมโลกไม่อาจยอมรับได้

… “เสียดินแดนมลายู ประวัติศาสตร์ชาติฉบับ Plot Twist” (195 บาท) “ร.ศ. 127 สยามเสีย กลันตันตรังกานู ไทรบุรี และปะลิส ให้กับอังกฤษ” การเสีย ดินแดนมลายูในประวัติศาสตร์ชาติแบบพล็อตเรื่อง หลักอธิบายไว้ด้วยความเจ็บช้ำและสูญเสียของคน ทั้งประเทศดังนี้
แต่แท้ที่จริงแล้ว “เราเสียดินแดน” จริงหรือ?
หนังสือของ ฐนพงศ์ ลือขจรชัย พาไปทบทวนตั้งแต่พระราชดำรัสของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงมีในที่ประชุมเสนาบดีว่า “ราคาของหัวเมืองแขกก็จะตกต่ำลงไปทุกที จึงเห็นว่าแลกเปลี่ยนกันเสียเวลานี้ดีกว่า”
พระราชดำรัสสะท้อนให้เห็นว่า ดินแดนมลายูที่ชื่อ กลันตันตรังกานู ไทรบุรี และปะลิส สยามเป็นผู้ยกให้อังกฤษเอง เพื่อแลกเปลี่ยนกับการยกเลิกสนธิสัญญาลับระหว่างสยามและอังกฤษ และแลกกับเงินกู้สร้างทางรถไฟสายใต้ของสยาม ดินแดนมลายูที่หายไปจึงมิใช่ “การเสียดินแดน” แต่เป็นการ “แลกดินแดน” กับผลประโยชน์ ความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจของสยาม
การเสียดินแดนมลายูจึงไม่สามารถรับรู้ด้วยความเข้าใจแบบเดิมๆ อีกต่อไป เพราะพล็อตเรื่องของประวัติศาสตร์ชาติกระแสหลัก ได้ถูกอธิบายใหม่เล่าใหม่ ด้วยความเข้าใจ จนเกิดเป็นประวัติศาสตร์ชาติพล็อตเรื่องใหม่ที่หักมุม พาผู้อ่านออกจากพล็อตประวัติศาสตร์ชาติกระแสหลักที่สอนให้เราหลงใหลงมงายกับการเสียดินแดน
… พบกันใหม่วันอาทิตย์สุดท้ายของปี