คอลัมน์ สดจากสนามข่าว
อนงค์ วงศ์ช่วย
เรื่อง/ภาพ
ย้อนคดีสยองหาดใหญ่ ฆ่าเปลือยดช.หมกส้วม ดีเอ็นเอมัดหนุ่มในแฟลต
ผู้ป่วยจิตเวชที่ขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างพอเพียงจากญาติพี่น้อง ก็ไม่ต่างกับระเบิดเวลาที่รอวันระเบิด อยู่ที่ว่าเมื่อไหร่เท่านั้น
ค่ำวันที่ 26 พ.ย. พ.ต.อ.อัครวุฒ ธานีรัตน์ ผกก.สภ.หาดใหญ่ ร.ต.อ.วัลลภ สุภาไชยกิจ รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.หาดใหญ่ นำกำลัง ตำรวจชุดสืบสวน ฝ่ายปราบปราม เจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 9 และแพทย์โรงพยาบาลหาดใหญ่ ไปตรวจสอบเหตุพบศพเด็กเสียชีวิตภายในห้องน้ำชั้น 3 แฟลตแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่
ที่เกิดเหตุภายในห้องเช่าหมายเลข 37 ชั้น 3 ซึ่งเป็นห้องว่างพบศพน้องฟิสตรี อายุ 7 ขวบ สภาพนอนคว่ำหน้าเปลือยกายอยู่ในห้องน้ำ จากการชันสูตรเบื้องต้นพบว่าถูกฆาตกรรม ที่ลำคอมีรอยช้ำ ศีรษะมีบาดแผลเหมือนถูกกระแทกอย่างแรง และภายในห้องมีรอยรองเท้าผู้ใหญ่เดินเข้าไปในห้องด้วย และสภาพภายในห้องดูเหมือนกับมีการนำศพมาซ่อนไว้ ไม่ได้ลงมือฆ่าในห้องเกิดเหตุ และห้องถูกล็อกกุญแจไว้ด้านนอก

เก็บหลักฐานที่ตัวคนร้าย
นางอัสมัส อายุ 34 ปี แม่ของผู้ตาย ให้การเสียงสะอื้นว่า ลูกชายออกจากห้องบอกจะไปหาเพื่อนตอนบ่าย 2 โมง ซึ่งปกติก็จะวิ่งเล่นอยู่แถวๆ นี้ แต่จนถึง 4 โมงเย็นก็ยังไม่กลับมา จึงเริ่มเป็นห่วงและออกตามหา พร้อมทั้งไปแจ้งความที่ สภ.หาดใหญ่ และช่วยกันตามหาบริเวณแฟลตพบว่านอนเสียชีวิตอยู่ในห้องน้ำ
ขณะที่นายบุญมี พ่อของผู้ตาย กล่าวทั้งน้ำตาว่า ก่อนเกิดเหตุกลับมาที่ห้องแต่ไม่เจอลูกชายจึงถามแฟนว่าลูกหายไปไหน แฟนบอกว่าไปห้องเพื่อน จึงไปตามหาแต่ไม่พบ และกลับมาบอกแฟน ทีแรกแฟนยังคิดว่าพูดเล่น จึงได้ช่วยกันออกตามหาเพราะเริ่มเป็นห่วงลูกแต่ไม่พบ เวลาประมาณ 19.00 น. ได้เข้าแจ้งความที่ สภ.หาดใหญ่ และช่วยกันออกตามหาอีกครั้งกับเพื่อนบ้านบริเวณแฟลต กระทั่งมาพบนอนเสียชีวิตอยู่ในห้องน้ำชั้น 3

หาหลักฐาน
“ปกติอยู่กับลูกชายตลอดเพราะว่างงานมา 1 เดือน และลูกชายมักจะตามผมไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด และวันนี้เป็นวันแรกที่ผมออกจากบ้านไปทำงาน และตอนเที่ยงกลับมาบ้านและออกไปกินข้าวกับลูกชายที่ร้านแถวๆ แฟลต ผมออกจากห้องพักไปทำงานตอนบ่าย 2 โมง ส่วนลูกอยู่กับแม่ และกลับเข้าบ้านตอนบ่าย 3 โมงไม่เจอลูกชาย ความรู้สึกที่รู้ว่าลูกเสียชีวิตทำใจไม่ได้ และอยากถามคนทำว่าทำไมต้องทำแบบนี้ เด็กผิดอะไร ทำไมถึงต้องฆ่า” นายบุญมี กล่าว
ขณะที่ เพื่อนของน้องฟิสตรีซึ่งอยู่ห้องใกล้ๆ กับห้องที่พบศพให้ข้อมูลว่า ช่วงบ่ายน้องฟิสตรีมาเคาะประตูเรียก 2 รอบแต่ออกมาหาไม่ได้เพราะประตูล็อก หลังจากนั้นได้ยินเสียงร้องแต่ไม่ได้ยินเสียงผู้ใหญ่และเหมือนกับถูกปิดปากไป 2 ครั้งก่อนเงียบไป
หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวชายต้องสงสัยอายุประมาณ 25 ปีคนหนึ่งซึ่งชาวบ้านระบุว่า ยืนอยู่หน้าห้องเกิดเหตุแต่ยังนิ่งเงียบไม่ยอมให้การใดๆ ตำรวจได้คุมตัวไปตรวจค้นที่ห้องพักหมายเลข 13 ชั้น 2 ของแฟลต พบคราบเลือดอยู่ตรงกลางห้องที่มีรอยเช็ดทำความสะอาดใหม่ๆ ในห้องพักยังพบหลักฐานสำคัญเป็นลูกกุญแจที่สามารถไขกับแม่กุญแจที่ล็อกห้องที่พบศพผู้ตายได้ จึงนำตัวไปสอบสวนที่ สภ.หาดใหญ่ แต่ยังปฏิเสธ

ภาพสุดท้ายน้องฟิสตรี
วันรุ่งขึ้น ที่สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พล.ต.ท.นันทเดช ย้อยนวล ผบช.ภ.9 เปิดเผยว่า จากพยานหลักฐานมั่นใจ 100% ว่าผู้ก่อเหตุคือ นายกันตพงศ์ หรือบ๊อก ที่ถูกควบคุมตัวมา แม้ว่าจะให้การปฏิเสธหรือเสื้อผ้าที่ยังหาไม่พบไม่มีผลต่อรูปคดีเพราะผลตรวจดีเอ็นเอยืนยันมัดแน่น และจากการตรวจสอบประวัติพบว่าเคยถูกจับกุม 3 คดี เป็นคดียาเสพติด 2 คดี และคดีฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน 1 คดี ส่วนผลการชันสูตรสาเหตุของการเสียชีวิตว่าที่ชัดๆ คือถูกบีบคอ และไม่ได้ถูกกระทำชำเรา
นายกันตพงศ์ถูกดำเนินคดี 3 ข้อหาคือ ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยปิดบัง ซ่อนเร้น ยักย้าย ทำลายศพ หรือส่วนของศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุเเห่งการตาย พรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันควร หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ
ด้านพี่สาวนายกันตพงศ์ เผยว่าน้องชายเป็นผู้ป่วยจิตเวชมา 8 ปีแล้วและเมื่อก่อนเคยเสพยาเสพติดด้วย โดยรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลหาดใหญ่และเข้าพักรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์ 4-5 ครั้งและแพทย์อนุญาตให้ออกมาใช้ชีวิตตามปกติแต่ต้องกินยาอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาน้องชายมีอาการคุ้มดีคุ้มร้าย เคยทำร้ายตนและแม่จึงต้องแยกตัวให้มาพักอยู่ที่แฟลตเกิดเหตุประมาณ 1 ปี เพราะครอบครัวกลัวว่าจะไม่ปลอดภัย โดยตนคอยดูแลอยู่ห่างๆ ช่วยส่งข้าวส่งน้ำและไปรับยาจากโรงพยาบาลหาดใหญ่มาให้กินแต่ไม่แน่ใจว่าน้องชายจะกินยาต่อเนื่องหรือไม่
เมื่อ 2-3 วันก่อนขณะมาเยี่ยมที่แฟลตน้องชายพูดว่าอยากฆ่าคน แต่ไม่ได้คิดอะไรเพราะได้ยินบ่อยไม่คิดว่าจะทำจริง ฝากขอโทษไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิตด้วย เพราะไม่เคยคิดว่าน้องชายจะก่อเหตุนี้ขึ้น
ผู้ป่วยลักษณะนี้ยังมีอีกมากในสังคม หากไม่ช่วยดูแลกันให้ใกล้ชิด คงยากจะหวังให้น้องฟิสตรีเป็นรายสุดท้าย