บ่าย 2 โมงวันที่ 19 ก.พ. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 จ.ขอนแก่น พล.ต.ท.ยรรยง เวชโอสถ ผบช.ภ.4 นำทีมชุดสืบสวนแถลงจับกุมแก๊ง 18 มงกุฎหลอกซื้อทองคำน้ำหนัก 100 บาทด้วยวิธีที่ไม่ธรรมดา

5 ผู้ต้องหาแก๊งแสบประกอบด้วย นายกรีลัลติกาล อัครปกานรรท์ อายุ 40 ปี ชาว ต.สักหลง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ น.ส.พิชชาภา ครณรงค์ อายุ 47 ปี ชาว ต.หนองยาว อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา น.ส.มลิวรรณ เลพล อายุ 44 ปี ชาว แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ นายรชต วิไลเจริญพงศ์ อายุ 62 ปี ชาว ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย และนายธนบดี ดวงมาลา อายุ 51 ปี ชาว ต.โคกว่าน อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์

แผนผังแก๊งแสบ

พล.ต.ท.ยรรยง เผยที่มาของคดีนี้ว่า เมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 12.00 น. นายกรีลัลติกาลทำทีไปติดต่อหลอกซื้อทองรูปพรรณ น้ำหนักรวม 100 บาท จากร้านทองร้านทองศรีรุ่งเรือง ในเขตเทศบาลเมืองหนองคาย แจ้งว่าเจ้านายให้มาติดต่อซื้อทองเพื่อไปแจกญาติ โดยจะชำระค่าทองเป็นการจ่ายโดยเช็คเงินสด 2.9 ล้านบาทโอนเข้าบัญชีของร้านทองและขอเลขบัญชีร้านทองเพื่อชำระ

จากนั้นจะมีคนร้ายอีกคนซึ่งเป็นหญิงได้เอาเช็คเงินสด ระบุเจ้าของเช็คคือ น.ส.พิชชาภา ครณรงค์ ไปขึ้นเงินที่ธนาคารแห่งหนึ่งภายในเขตเทศบาลเมืองหนองคาย โดยเมื่อนำเช็คไปขึ้นเงินแล้วเป็นการเคลียริ่งเช็คและได้มีข้อความส่งเตือนยอดเงินไปยังร้านทอง และมีคนร้ายอีกคนโทร.เข้าไปยังร้านทองอ้างตนว่าเป็นเจ้านาย และแจ้งว่าได้ชำระเงินค่าทองรูปพรรณดังกล่าวแล้วให้ส่งมอบทองรูปพรรณให้กับลูกน้องของตนได้เลย เมื่อร้านทองหลงเชื่อจึงได้มอบทองรูปพรรณให้คนร้ายไป จากนั้นปรากฏว่าไม่มียอดเงินเข้าบัญชีของทางร้านทองแต่อย่างใด และคนร้ายได้พากันหลบหนีไป

สอบผู้เสียหาย

หลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล ผบก.ภ.จ.หนองคาย พ.ต.อ.สุรกิจ ค้วนเครือ ผกก.สืบสวน กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย พ.ต.อ.ยุทธนา งามชัด ผกก.สภ.เมืองหนองคาย, พ.ต.ต.อัครเดช พรมโสภา สวป. ตำรวจชุดสืบสวนสภ.เมือง สืบจังหวัดและสืบสวนภาค 4 สอบสวนติดตามคนร้ายจนทราบว่ากลุ่มคนร้ายใช้รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น HRV สีขาว ติดป้ายทะเบียนปลอม เป็นยานพาหนะ

นอกจากนี้จากการตรวจสอบพบว่า ยังมีเหตุในลักษณะเดียวกันนี้ ที่ร้านทองแห่งหนึ่งภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในเขต อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.2564 โดยคนร้ายเป็นชายลักษณะและพฤติกรรมคล้ายกับที่ก่อเหตุที่ อ.เมือง โดยกลุ่มคนร้ายได้ทองรูปพรรณจากการก่อเหตุไป น้ำหนักรวม 88 บาท มูลค่า 2,569,000 บาท และอีก 2 เหตุมีเหตุในลักษณะเดียวกันนี้ ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์, จ.สุรินทร์ เมื่อต้นเดือน ก.พ.2565 ที่ผ่านมา แต่ร้านทองไม่หลงเชื่อ จึงไม่มอบทองให้กับกลุ่มคนร้าย

วงจรปิดในร้านทอง

ตำรวจอาศัยหลักฐานข้อมูลจากเช็คจนสามารถจับกุม น.ส.พิชชาภา ที่มีชื่อเป็นเจ้าของเช็ค ก่อนนำตัวมาสอบสวน แม้นเจ้าตัวจะให้การปฏิเสธ ไม่มีส่วนรู้เห็นกับการหลอกเอาทองของร้านทอง แต่รับว่าเป็นคนที่นำเช็คจำนวน 2.9 ล้านบาท ไปติดต่อที่ธนาคารจริง และยังไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหลังจากได้เห็นข่าวทางสื่อมวลชน

อย่างไรก็ตามในทางสืบสวน ชุดสืบสวนสามารถเชื่อมโยงกับบุคคลอีกประมาณ 3-4 คน ซึ่งกลุ่มคนดังกล่าวอยู่ในขบวนการต้มตุ๋นที่เคยก่อเหตุในลักษณะนี้มาแล้ว เมื่อปี 2563 โดยมีการทำงานเป็นระบบ กระจายกันทำหน้าที่ ทั้งคนขับรถ คนไปร้านทอง คนไปธนาคาร แยกกันทำงาน ก่อนที่ชุดสืบสวนภาค 4 จะติดตามจับกุม ผู้ต้องหาได้ยกแก๊ง

สอบคนร้าย

พร้อมของกลาง ทองรูปพรรณ จำนวน 2 เส้น น้ำหนักเส้นละประมาณ 5 บาท, รถยนต์ฮอนด้ารุ่นซีวิค สีขาว ติดป้ายทะเบียน 8กท-316 กรุงเทพฯ, รถยนต์ยฮอนด้า รุ่น HRV สีขาว ทะเบียนป้ายแดง ก-0103 ลำปาง, รถยนต์ฮอนด้าซีวิค สีขาว ติดป้ายทะเบียน 2กต-1394 กรุงเทพมหานคร และโทรศัพท์มือถือ จำนวน 5 เครื่อง จากนี้จะได้สืบสวนสอบสวน เพื่อติดตามทองรูปพรรณที่ถูกประทุษร้ายไปคืนต่อไป

ผบช.ภ.4 ยังฝากประชาสัมพันธ์ถึงผู้ประกอบการร้านทอง หรือ ผู้ประกอบการพาณิชย์ต่างๆ หากมีการซื้อขายและมีการชำระค่าสินค้าผ่านเช็ค ขอให้ตรวจสอบยอดจำนวนเงินที่เข้าบัญชีที่แท้จริงให้ละเอียดก่อนส่งมอบสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้า ซึ่งอาจมีกลุ่มมิจฉาชีพอาศัยช่องว่าง ดังกล่าวในการหลอกชำระค่าสินค้าและบริการ จนเกิดความเสียหายได้

รูปแบบกลโกงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เจ้าของกิจการก็ต้องไล่ตามให้ทัน หาไม่ก็จะตกเป็นเหยื่อ

ประภาพร ส่อนราช/สุพล บุญชื่นชม

จักรพันธ์ นาทันริ – เรื่อง/ภาพ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน