ยังคงเป็นสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศ ทั้งในด้านสุขภาพ และด้านเศรษฐกิจ อย่างต่อเนื่องมานานกว่า 2 ปี
สำหรับสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่แนวโน้มปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนล่าสุดรัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าให้กลายเป็นโรคประจำถิ่นในอีกไม่นาน
หมายถึงว่าให้เป็นโรคปกติ ที่ไม่ต้องผ่านการรักษาแบบฉุกเฉิน ไม่ต้องมีกระบวนการรับมือพิเศษใดๆ อีกต่อไป
โดยสิ่งที่รัฐบาลยืนยันก็คือกระบวนการดูแลผู้ป่วยที่ปรับปรุงแล้ว การฉีดวัคซีนสารพัดชนิดให้ประชาชน ที่แม้ระบุว่า ไม่ได้กันติด แต่กันตายและป่วยหนักรุนแรงได้
ทั้งหมดทำให้เกิดความพร้อมในการปรับเป็นโรคประจำถิ่น
แน่นอนว่าในอนาคตข้างหน้า ยังไงเราก็ต้องอยู่ร่วมกับโควิดให้ได้ ต้องให้เป็นโรคประจำถิ่น ให้ชีวิตคนได้ดำเนินต่อไป รวมทั้งการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจต่างๆ
แม้ข้อเท็จจริงก็เป็นแนวโน้มเช่นนั้น นั่นคือ แม้มีผู้ติดเชื้อรายวันทั้งตรวจสอบ RT-PCR และ ATK กว่า 4 หมื่นรายต่อวัน แต่ผู้เสียชีวิตประมาณ 40 คนต่อวัน
แต่ประเด็นปัญหาก็คือตัวเลขการเสียชีวิตเช่นนี้รับได้แล้วหรือไม่ เพราะชีวิตของประชาชนแม้เพียง 1 คน ก็ถือว่ามีค่า และเหมาะสมให้รัฐบาลทุ่มเทดูแลเพื่อรักษาเอาไว้ให้ได้
และยังมีคำถามว่าการปรับเกณฑ์รับตัว ผู้ป่วยเข้ารักษาที่ปรับให้ต้องมีอาการรุนแรงมากขึ้นนั้น ถือเป็นการปิดโอกาสในการรับการรักษาของประชาชนหรือไม่?
ระบบคอมมูนิตี้ไอโซเลชั่นและโฮม ไอโซเลชั่นมีประสิทธิภาพในการใช้งานจริงมากน้อยเพียงใด เหตุใดถึงมีคนต้องออกมารอรับการรักษาอยู่ข้างถนนอยู่
แม้รัฐบาลจะออกมาปฏิเสธข่าวลักษณะดังกล่าวตลอดเวลา เหมือนอยู่ในโลกคู่ขนาน แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธความจริงที่เกิดขึ้นได้
ไม่นับรวมว่าเหตุใดเวลาประชาชนหาเตียง ขอเข้าการรักษา แต่กลับถูกปฏิเสธว่าเตียงเต็ม ไม่สามารถรองรับได้ แต่เมื่อเป็นข่าว มีหน่วยงานเอกชนไปรับเรื่อง ก็สามารถเข้าสู่ระบบได้ จนสงสัยว่ามาตรฐานในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างไร!?
ทั้งหมดจึงเป็นเรื่องที่ต้องทบทวน ให้มาตรการรองรับต่างๆ มีความพร้อมมากที่สุดเสียก่อน ถึงค่อยปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะสุดท้ายแล้วโควิดก็ต้องอยู่กับเราไปอีกนาน
การรีบร้อนดำเนินการทั้งที่ยังมีข้อสงสัยเรื่องความพร้อม จึงอดไม่ได้ที่จะถูกมองว่าพยายามลอยแพประชาชน ให้เผชิญชะตากรรมกันเอง
ซึ่งไม่เป็นผลดีกับใครเลย ทั้งกับประชาชนและรัฐบาล!!