สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ ยังเป็นด่านทดสอบสำคัญของพรรคภูมิใจไทย ที่กำลังขะมักเขม้นเตรียมลงสนามเลือกตั้งต้นปี 2569
2 เดือนที่ผ่านมาพรรคแกนนำรัฐบาลภูมิใจไทย ใช้เวลาจัดวางยุทธศาสตร์ไม่ว่าการระดมเปิดตัวฐานเสียงบ้านใหญ่ ปลุกกระแสชาตินิยม อัดนโยบายประชานิยม วางตัวบุคคลในองค์กรสำคัญ อย่าง กกต. โยกย้ายข้าราชการมหาดไทย ซึ่งถือเป็นกลไกหลักในการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ดี เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ได้ดึงดูดความสนใจและความคาดหวังของประชาชนพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานคะแนนสำคัญของภูมิใจไทย หากบริหารจัดการสถานการณ์ได้ดี คะแนนนิยมน่าจะดีตามไปด้วย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับสวนทาง เมื่อการบริหารจัดการน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ ถูกฝ่ายการเมืองและประชาชนในสังคมตั้งคำถามรุกไล่อย่างหนัก ส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาพลักษณ์ของพรรคและรัฐบาล
ก่อนหน้านี้ไม่นาน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้ภูมิใจไทย เคยตั้งเป้าว่าเลือกตั้งหน้าจะได้สส. 30 จาก 54 ที่นั่ง
แต่แล้วสถานการณ์น้ำท่วมโดยเฉพาะหาดใหญ่ จ.สงขลา คนตายเกิน 170 พินาศทั้งเมือง ทำให้คะแนนนิยมหล่นฮวบจนเสียทรง บั่นทอนเสถียรภาพรัฐบาลอนุทิน-ภูมิใจไทยอย่างรุนแรง
ในจังหวะฝ่ายค้านลุยเก็บข้อมูลจุดอ่อนรับมือวิกฤต เป็นวัตถุดิบต่อยอดยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 พร้อมดักคอนายกฯ อนุทิน อย่าคิดใช้วิธียุบสภาหนีซักฟอก
การเมืองทวีความเข้มข้นจากสารตั้งต้นความล้มเหลวในการบริหารจัดการภัยน้ำท่วมใต้ของรัฐบาล เป็นบทเรียนชี้ชัด แม้ภูมิใจไทยจะจัดวางกลไกเตรียมพร้อมในสนามการเมืองขนาดไหน
แต่หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาทุกข์ร้อนของประชาชน ซึ่งเป็นภารกิจหลักของรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ภัยธรรมชาติอาจเป็นภัยการเมือง ฉุดคะแนนนิยมและความเชื่อมั่นดำดิ่ง สะเทือนถึงสนามเลือกตั้งในอนาคต
ด้วยเหตุนี้ ภาคใต้จึงเป็นพื้นที่ชี้ชะตาภูมิใจไทย และสัญญาณเตือนว่าสถานการณ์น้ำท่วมไม่ใช่แค่บททดสอบฝีมือรัฐบาล
แต่คือไฟฉุกเฉินเตือนภัยว่า นายกฯ อนุทิน และพรรคภูมิใจไทยต้องเร่งรักษาอาการ “น็อกน้ำ” โดยเร็ว หากยังหวังจะได้ครอง “เก้าอี้เบอร์หนึ่ง” ตึกไทยคู่ฟ้าอีกสมัยในปีหน้า
มันฯ มือเสือ