สถานการณ์ไทย-กัมพูชาที่กลับมาปะทุอีกรอบ สะท้อนความเปราะบางของประวัติศาสตร์เขตแดน แม้จะผ่านการเจรจาและข้อตกลงหลายครั้ง แต่การปะทะล่าสุดชี้ว่า โครงสร้างสันติภาพยังไม่แข็งแรงพอ
อ.พวงทอง ภวัครพันธุ์ จากรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ตั้งข้อสังเกต สาเหตุหนึ่งทำให้สถานการณ์ลุกลามรวดเร็วคือ การขาดประจักษ์พยานคนกลางที่ยอมรับร่วมกัน การกล่าวหากันไปมาว่าใครเริ่มก่อน กลายเป็นวงจรไร้ทางออก
เดิมหน้าที่นี้เป็นของ ASEAN Observer Team (AOT) กลไกเฝ้าระวังที่ออกแบบขึ้นจากข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ เมื่อ 25 ต.ค.2568 ความสำคัญไม่ใช่แค่มีอันวาร์ และทรัมป์ เป็นสักขีพยาน
ยังรวมถึงการปรับบทบาท AOT ให้ชัดขึ้น ทำหน้าที่ตรวจสอบการหยุดยิง รายงานต่ออาเซียน กำกับกระบวนการถอนอาวุธหนัก ทำให้ทั้งสองประเทศมีเวลาพักรบ กลับไปคิดหาทางออกทางการทูต
แต่เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ไทยประกาศระงับการปฏิบัติตามข้อตกลง หลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิด ทำให้ AOT ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจต่อได้ ผลคือการหายไปของกลไกยืนยันหลักฐานข้อเท็จจริงในพื้นที่ ความไม่ไว้วางใจจึงเพิ่มเป็นทวีคูณ
ในความเป็นจริงทั้งไทยและกัมพูชาต่างรู้ดีว่า การปะทะด้วยกำลังทหารไม่อาจให้ชัยชนะที่แท้จริงแก่ฝ่ายใด
โลกปัจจุบันมีกลไกพร้อมเข้าแทรกแซงเมื่อสถานการณ์ลุกลาม และกัมพูชามีแนวโน้มจะเรียกร้องให้ใช้กลไกเหล่านั้น หากเห็นว่าความขัดแย้งดำเนินไปโดยไม่มีหลักประกันความเป็นธรรม
ไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่ว่า การเจรจาทวิภาคีสองประเทศใกล้หมดความหมาย ความเชื่อว่าไทยแข็งแกร่งกว่าและชนะได้ด้วยกำลังทหาร เป็นมายาคติที่ผลักไทยให้ห่างจากสันติภาพ เพิ่มโอกาสให้ประชาชนเป็นผู้รับเคราะห์
ภาคประชาชนทั้งสองประเทศจึงมีภารกิจร่วมกัน ผลักดันให้รัฐบาลกลับสู่โต๊ะเจรจา เพราะยิ่งปล่อยให้สถานการณ์ร้อนแรงนานเท่าใด ความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
สิ่งที่ไทย-กัมพูชาต้องการเวลานี้ ไม่ใช่พิสูจน์ว่าใครแข็งแกร่งกว่า แต่อยู่ที่การสร้าง “กลไกกลาง” ที่เชื่อถือได้ เพื่อป้องกันการปะทะ คืนความสงบให้ชายแดน
ทั้งสองต้องกลับไปยึดสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ แทนความสูญเสียที่ไม่ควรมีผู้ใดต้องแบกรับ
มันฯ มือเสือ