บรรยากาศคึกคัก เข้มข้นขึ้นทุกขณะ สำหรับการหาเสียงเลือกตั้งสส.ทั่วประเทศ ที่กำหนดเข้าคูหาลงคะแนนในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569
บรรดาผู้สมัครสส. พรรคการเมือง และแคนดิเดตนายกฯ แต่ละพรรค ลุยแข่งขันกันหาเสียง ออดอ้อนขอคะแนนจากประชาชน ชนิดที่เรียกได้ว่าไม่มีใครยอมใคร
ในทางประชาธิปไตยแล้วถือว่าเป็นความงดงาม และพัฒนาการที่ดี
โดยเฉพาะประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน จะได้ใช้อำนาจในมือกาเลือกพรรค และบุคคลที่จะไปเป็นผู้แทน เป็นปากเป็นเสียงในสภา
กำหนดชะตาอนาคตบ้านเมือง อยากให้พรรคใดเป็นรัฐบาล และใครเหมาะสมที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
ล้วนขึ้นอยู่กับประชาชนเข้าคูหาตัดสิน
ขณะเดียวกันในวันที่ 8 ก.พ. นอกจากเลือกสส.แล้ว ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงจะต้องเข้าคูหาลงประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 อีกด้วย
โดยมีประเด็นคำถาม “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
ด้วยการทำเครื่องหมายกากบาทเพียงช่องเดียว คือ “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” หรือ “ไม่แสดงความคิดเห็น”
ถือเป็นอีกภาระหน้าที่การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ปัจจุบันนั้น เป็นมรดกคณะรัฐประหาร 2557 ที่หลายอย่างไม่เอื้อต่อพัฒนาการทางประชาธิปไตย โครงสร้างอำนาจที่ไม่ยึดโยงประชาชน และอีกหลายๆ อย่าง
ทั้งหลายเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อน การพัฒนา และการแก้ปัญหาประเทศ
สุดท้ายแล้วก็จะกลายเป็นปัญหา และความเดือดร้อนของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังที่เกิดขึ้นมาแล้วหลังเลือกตั้ง 2566 ต้องเปลี่ยนนายกฯ ถึง 3 คนในช่วง 2 ปี
แต่ที่น่ากังวลคือ การประชาสัมพันธ์รณรงค์ เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ และตื่นตัวต่อเรื่องการออกเสียงลงประชามติแก้รัฐธรรมนูญ เท่าที่ดูยังไม่คึกคักและกว้างขวางเท่าที่ควร
โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ของ “กกต.”
ล่าสุดเริ่มมีเสียงท้วงติง และกระแสเรียกร้อง เช่น ควรขยายวันลงทะเบียนลงประชามตินอกเขตและนอกราชอาณาจักร ออกไปเป็นวันที่ 8 ม.ค.หรือไม่ รวมถึงการจัดหน่วยลงประชามติให้ใกล้กับสถานที่เลือกสส. เป็นต้น
เพราะถ้าบรรยากาศการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ และการรับรู้ของประชาชนยังเป็นอยู่อย่างทุกวันนี้
ระวังประชามติแก้รัฐธรรมนูญจะไม่ผ่าน
ข้าวตอกแตก