สัญญาณอันตรายของพรรคส้ม ดังถี่กว่าที่คิด จากกรณีการลาออกของ “นิว” กัลยพัชร รจิตโรจน์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ คืออีกหนึ่ง “งานงอก” ในจังหวะก่อนการเลือกตั้งเพียง 1 เดือน สะท้อนปัญหาคุกรุ่นภายในพรรค สะสมมาตั้งแต่การโหวต “นายกน้ำเงิน”
สาระสำคัญการลาออกของนิว ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่ข้อกล่าวหาแรงๆ ว่า พรรคกำลัง “เปลี่ยนไป” จากการเมืองอุดมการณ์ สู่การเมืองที่ยอมกลืนเลือด ประนีประนอมทุกอย่าง เพื่อแลกกับตัวเลขและอำนาจรัฐ
นิวตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่า การเข้าสู่อำนาจโดยสูญเสียตัวตนและแนวร่วมเดิมนั้น คุ้มค่าจริงหรือไม่?
ประเด็นร้อนคือการเปิดทางให้ “คนนอก” หรือเทคโนแครต เข้ามาเป็นแคนดิเดตรัฐมนตรี แทนคนในพรรคที่เติบโตมากับอุดมการณ์เดียวกัน นิวชี้ว่า ต่อให้เป็นด๊อกเตอร์หรือมืออาชีพกี่ร้อยคน ก็ไม่อาจทดแทนคุณค่าของคนที่ยืนหยัดกับพรรคมาตลอดได้
พร้อมตั้งคำถามว่าทำไมแกนนำหลายคนที่มีความรู้ ความสามารถ และผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน จึงถูกมองข้าม
ลึกลงไปกว่านั้น คือความไม่สบายใจกับกระบวนการคัดสรรผู้สมัคร การเปิดรับ “บ้านใหญ่” หรือผู้มีฐานะ การใช้เครดิตทางสังคมเป็นตัวตัดสิน และการถอยจุดยืนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อหวังคะแนนจากฝ่ายอนุรักษ์ หรือ swing vote
นั่นทำให้อดีตแนวร่วมรู้สึกว่าพรรคกำลังเดินออกห่างจากคำสัญญาเรื่อง “การเมืองที่ประชาชนเปลี่ยนแปลงได้”
อันตรายที่สุด อาจไม่ใช่การเสียคนไป แต่คือทัศนคติที่เชื่อว่า “ประชาชนไม่มีทางเลือกอื่น” เพราะในความเป็นจริง ประชาชนไม่ใช่ของตาย ศรัทธาเมื่อหมดไปแล้ว ยากจะเรียกคืน โดยเฉพาะในสนามเลือกตั้งที่ตัดสินกันด้วยความเชื่อมั่น ศรัทธาของประชาชน
สรุปบทเรียนจากมุมของนิว การชนะเลือกตั้งไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่เป็นเครื่องมือของการเปลี่ยนแปลง หากเครื่องมือนั้นแลกมาด้วยการสูญเสียตัวตน พรรคอาจได้อำนาจ แต่สูญเสียความหมายของการมีอยู่
ก่อนมองกระดานอำนาจ ต้องทบทวนตัวเอง เพราะอุดมการณ์ที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธาคือ ทุนทางการเมืองที่มีค่ากว่าชัยชนะใดๆ และเมื่อมันหมดไป ต่อให้ชนะเลือกตั้งก็อาจไม่เหลือตัวตนอีกเลย
มันฯ มือเสือ