คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคดี นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯ และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรมว.ยุติธรรม ไม่ได้แค่ชี้ว่ารัฐมนตรีทั้งสองคน “ไม่ผิด” แต่ยังส่งแรงสะเทือนไปถึงคดีฮั้ว สว. กกต. และพรรคบางสี รวมถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น
หัวใจคำวินิจฉัยคือ ศาลยืนยันการให้ดีเอสไอรับทำคดีฮั้ว สว. ไม่ใช่การใช้อำนาจแทรกแซง กกต. ไม่ใช่การกลั่นแกล้งฝ่ายนิติบัญญัติ และไม่เข้าข่ายผิดจริยธรรมร้ายแรง
ผลทางการเมืองคือ “ภูมิธรรม-ทวี” หลุดจากกับดักข้อกล่าวหา สามารถใช้คำวินิจฉัยนี้เป็นใบรับรองความสุจริตทางการเมือง เดินหน้าสู่สนามเลือกตั้งได้เต็มสูบ
ขณะเดียวกัน คำวินิจฉัยนี้ได้โยนเผือกร้อนไปที่ กกต. อย่างจัง เพราะเมื่อศาลย้ำว่าไม่มีฝ่ายบริหารเข้าไปครอบงำ การตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ก็เหลือผู้รับผิดชอบเพียงหน่วยเดียวคือ กกต. หากยังล่าช้า ยังเห็นต่างกับหลักฐานของดีเอสไอ หรือยังไม่สามารถอธิบายเหตุผลต่อสังคมได้
ภาพลักษณ์องค์กรอิสระจะยิ่งถูกตั้งคำถามว่า ทำหน้าที่เป็นอิสระจริง หรืออิสระเฉพาะบางกรณี
ยิ่งสถานการณ์ตึงขึ้นไปอีก เมื่อคดีที่ สว.สำรองฟ้อง กกต.ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กำลังรอคำสั่งศาลว่าจะรับฟ้องหรือไม่ หากศาลรับฟ้องและมีคำสั่งให้กรรมการบางคนหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนอาจทำให้ กกต.องค์ประชุมไม่ครบ
จะไม่ใช่แค่ปัญหาทางกฎหมาย แต่คือวิกฤตที่อาจกระทบต่อไทม์ไลน์ และความชอบธรรมของการเลือกตั้ง สส.โดยตรง
สำหรับ “พรรคบางสี” ที่ถูกโยงกับเครือข่าย สว.ในคดีฮั้ว แม้ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่บรรยากาศทางการเมืองไม่เป็นใจ ยิ่ง กกต.ชะลอ ยิ่งถูกสังคมจับตาว่าใครได้ประโยชน์จากการเตะถ่วง แม้ความคลุมเครือนี้ จะไม่ทำให้แพ้คดีในทันที แต่อาจแพ้เสียงประชาชนในคูหาเลือกตั้ง
คดี “ภูมิธรรม-ทวี” จบลงด้วยการปลดล็อกฝ่ายการเมือง แต่กลับใส่ล็อก กกต. ให้ต้องเร่งพิสูจน์ตัวเอง หากยังเดินช้า เลี้ยวไปเลี้ยวมา หรือปล่อยให้ข้อกังขาค้างคา
ผลลัพธ์อาจไม่ใช่แค่แพ้คดี แต่คือความเชื่อมั่นต่อบางพรรค และการเลือกตั้งทั้งระบบ
มันฯ มือเสือ