ศึกเลือกตั้ง 8 ก.พ. ไม่ได้วัดกันแค่จำนวน สส. แต่ยังวัดพลัง “ขั้วอนุรักษนิยม” ที่วันนี้แตกออกเป็นสองสี ระหว่าง “สีน้ำเงิน” กับ “สีฟ้า” ซึ่งต่างก็เป็นพรรคอนุรักษนิยม แต่กลับต้องห้ำหั่นตัดแต้มกันเอง โดยเฉพาะ กทม. และภาคใต้

การแตกขั้วนี้ ทำให้แต้มฝ่ายอนุรักษ์ไม่ผูกขาดอีกต่อไป สีน้ำเงินภายใต้การนำของ “หนู” และ “ครูใหญ่” จำเป็นต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์ช่วงโค้งสุดท้าย เป้าหมายไม่ใช่แค่จำนวน สส. แต่คือการยกระดับตัวเองขึ้นเป็นเบอร์ 1 ซีกอนุรักษนิยม ปูทางสู่เก้าอี้นายกฯ สมัยสอง

แต่แล้วการหวนคืนเวทีของ “เดอะมาร์ค” ได้ปลุกกระแสสีฟ้า ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยเฉพาะภาคใต้ที่โพลหลายสำนักชี้ว่า ความนิยมพุ่งขึ้นแตะ 40% บั่นทอนฐานเสียงสีน้ำเงิน

เดิมทีคะแนนนิยมของ “หนู-พรรคสีน้ำเงิน” เคยพุ่งแรงจากบทบาทแข็งกร้าวกับกัมพูชา แต่บาดแผลภัยพิบัติน้ำท่วมหาดใหญ่ในใจชาวภาคใต้ ยังรักษาไม่หาย

เช่นเดียวกับสนาม กทม. จากที่ค่ายน้ำเงินหวังปักธง กลับกลายเป็นกระแสสีฟ้าตีตื้นแซงนำ ขณะที่ “พรรคสีส้ม” ก็ยังเกาะกุมฐานเสียงคนเมืองได้เหนียวแน่น

เมื่อเกมเริ่มเสียเปรียบ แม่ทัพสีน้ำเงินจึงเดินหมาก “บีบเลือกข้าง” ปลุกโหวตเตอร์ให้โหวตเชิงยุทธศาสตร์ ไม่แบ่งคะแนน เพราะเกรงเสียงจะตกน้ำและเปิดทางให้ฝ่ายเสรีนิยม ขณะเดียวกัน ฝั่งแม่ทัพสีฟ้าก็แก้เกมเดินสายย้ำ “กา 2 ใบ แต่ใจเดียว” หวังรวบคะแนนทั้ง 2 ระบบ ไม่แบ่งให้สีน้ำเงิน

ถึงแม้สีน้ำเงินอาจได้เปรียบ “ตัวผู้สมัคร” สส.เขต แต่สีฟ้ากำลังได้เปรียบ “กระแส” ทั้งสองอย่างเป็นตัวชี้วัดแพ้-ชนะได้พอๆ กัน

ที่ต้องลุ้นจึงไม่ใช่แค่ใครจะกวาดที่นั่ง สส.ได้มากกว่า แต่คือสีฟ้าจะตัดคะแนนสีน้ำเงิน ได้มากพอจะดับฝันการกลับมานั่งนายกฯ สมัยสองของบางคนได้หรือไม่ และในช่องว่างระหว่างรอยแตกนี้ “ส้ม-แดง” จะฉวยโอกาสเก็บแต้มจากการห้ำหั่นกันของขั้วอนุรักษนิยม ได้มากน้อยแค่ไหน

วันที่ 8 ก.พ. นอกจากศึกเลือกตั้ง-ประชามติ จึงยังเป็นศึกวัดพลังการเมืองในวันที่ “ขั้วอนุรักษนิยม” ไม่ใช่เนื้อเดียวกันอีกต่อไป

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน