เกมจัดตั้งรัฐบาลไหลลื่น เมื่อสีน้ำเงินกวาด 193 เสียง ขึ้นแท่นแกนนำแบบไร้คู่แข่ง สูตร“ผสมสี”พรรครัฐบาล จึงไม่ได้อยู่ที่จะตั้งได้หรือไม่ แต่อยู่ที่พรรคอันดับ 1 จะเลือกสีไหนมากกว่า

ฉากสำคัญสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สีน้ำเงินประกาศลืมความบาดหมาง จับมือสีแดง 74 เสียง ดันตัวเลขทะลุ 267 เสียง เกินกึ่งหนึ่งในสภาเรียบร้อย ยังไม่นับพรรคเล็กอีกเกือบ 10 เสียงที่ทยอยเปิดตัวหนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ

เมื่อสีแดงเสียบเข้ามา “สีเขียว” ก็เริ่มใจไม่ดี เพราะต้องเผชิญความเสี่ยงที่จะตกขบวน จากเดิมเคยถูกมองเป็นพรรคตัวแปรชี้ขาด แต่ในสมการใหม่ ความจำเป็นลดลงทันที

ที่สำคัญหากตัวเลขรัฐบาลมากเกินจำเป็น โควตารัฐมนตรีพรรคแกนนำ ย่อมต้องลดลงตามสัดส่วน การดึงพรรคเขียวเข้ามา จึงเป็นการเพิ่ม “ตัวหาร” เก้าอี้รัฐมนตรี โดยเฉพาะเมื่อสีน้ำเงินต้องกันพื้นที่ให้ “3แม่ครัว” สีหศักดิ์-เอกนิติ-ศุภจี เพื่อประคองเรตติ้งรัฐบาลระยะยาว

คำถามตอนนี้จึงไม่ใช่ สีเขียวอยากร่วมรัฐบาลแค่ไหน แต่คือน้ำเงินจำเป็นต้องมีเขียวหรือไม่

สัญญาณสูตร “สีธงชาติ” สะท้อนชัดว่า แดง-ขาว-น้ำเงิน คือแกนหลัก สีอื่นเป็นเพียงส่วนเติมเต็ม ไม่ใช่ตัวหลัก หากสีเขียวเดินเกมแรง ต่อรองสูง ก็เสี่ยงถูกตัดทิ้ง เพราะชั่วโมงนี้สีน้ำเงิน “หล่อเลือกได้”

อีกด้านหนึ่ง แม้การจับมือสีแดงอาจทำให้ฐานเสียงบางส่วนของสีน้ำเงิน ตั้งคำถามถึงปม “คลิปอังเคิล” และสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ในเชิงการเมือง สูตรน้ำเงิน+แดง+พรรคเล็ก คือหนทางสู่ความนิ่ง มากกว่าการเปิดพื้นที่ต่อรองให้กับสีเขียว

สถานการณ์พรรคสีเขียว ทางเลือกจึงแทบไม่เหลือ การเป็นฝ่ายค้านอาจกระทบโครงสร้างอำนาจและฐานทรัพยากรในระยะยาว แต่การจะไปต่อในฐานะพรรครัฐบาล ก็ต้องยอมอยู่ในเกมสีน้ำเงิน ลดเพดานเงื่อนไข เกษตร-ท่องเที่ยว และยอมรับความจริงว่า อำนาจต่อรองของตนเองไม่เหมือนเดิม

การจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้ คือการแบ่งสรรตามความจำเป็น ใครต่อรองเกินจำเป็นก็เสี่ยงหลุดวงโต๊ะเจรจา

ในสมการที่เสียง 267+พรรคเล็ก เพียงพอแล้ว พรรคสีเขียวจึงกำลังยืนอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่าง “ถูกเลือก” กับ “ถูกลืม”

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน