กระแส “รัฐบาลไฟจราจร” ที่ว่ากันว่า เป็นการจับมือระหว่างพรรคสีส้ม สีแดง และสีเขียว
สู่เป้าหมายโหวตหัวหน้าพรรคส้ม ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว “ยุบสภา” ทันที เพื่อรีเซ็ตการเมืองใหม่หลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ. เกิดข้อครหาความไม่โปร่งใสมากมาย
ฟังเผินๆ เหมือนเป็นสูตรลัดคลี่คลายวิกฤต แต่ก็ถูกสังคมตั้งคำถามมุมกลับว่า คุ้มหรือไม่กับความเสี่ยงทำให้ประเทศวิกฤตกว่าเดิม
ในทางเทคนิค 3 พรรค 255 เสียง พอจะฝืนฝ่าด่านสภาผู้แทนฯ ไปได้ แต่ที่น่าห่วงกว่าคือสถานการณ์นอกสภา ทั้งแรงต้านจากฝ่ายสีน้ำเงิน ความชอบธรรมในสายตาสาธารณะ และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ที่อ่อนไหวต่อสัญญาณนายกฯ ชั่วคราวเพื่อยุบสภา ล้างไพ่ผลลัพธ์เลือกตั้ง 8 ก.พ.
ประเด็นสำคัญคือ หากตั้งนายกฯ เพื่อยุบสภาในเวลาอันสั้น ประเทศจะเข้าสู่สุญญากาศต่อเนื่องจากธ.ค.2568 งบประมาณ แต่งตั้งโยกย้าย นโยบายเร่งด่วนจะถูกจำกัดอำนาจ การตัดสินใจเชิงโครงสร้างชะงัก นักลงทุนรอดูท่าที ค่าเงินบาทผันผวน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคทรุด
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาปากท้อง หนี้ครัวเรือนสูง รายได้ไม่ฟื้นเต็มที่
ที่สำคัญ หากเหตุผลคือแก้ความไม่โปร่งใสการเลือกตั้ง กลไกที่ถูกต้องควรเป็นกระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย ไม่ใช่สร้างสุญญากาศทางการเมืองเพื่อเริ่มใหม่ทั้งกระดาน เพราะยิ่งตอกย้ำข้อสงสัยเรื่องแรงจูงใจซ่อนเร้น เปิดฉากขัดแย้งรอบใหม่ไม่รู้จบ
ดังนั้น ความเป็นไปได้ของรัฐบาลไฟจราจร หากประเมินจากต้นทุนทางการเมือง ผลกระทบเศรษฐกิจ และความเสี่ยงต่อเสถียรภาพโดยรวม โอกาสเกิดขึ้นจริงน่าจะมีค่าเท่ากับ 0
โดยเฉพาะพรรคอันดับ 2 และ 3 รู้ดีว่าหมากการเมืองตานี้ ไม่ต่างจาก “ขุดหลุมฝังตัวเอง”
ท้ายที่สุด การเมืองที่ดีต้องดำเนินตามวิถีประชาธิปไตย โดยเฉพาะในจังหวะที่ประชาชนต้องการรัฐบาลที่ทำงานได้แบบเต็มสูบ ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ หรือเฉพาะกิจ เพื่อกดปุ่มยุบสภา
ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวล “รัฐบาลไฟจราจร” จึงเป็นเพียงฝันกลางพายุฤดูร้อนของนักการเมืองบางคน ที่เพิ่งอกหักจากอำนาจมาหมาดๆ มากกว่า
มันฯ มือเสือ