หลัง กกต.รับรองสส.เกิน 95% เกมตั้งรัฐบาลจึงเข้าสู่โค้งสุดท้าย
ในความชัดเจนของหลายพรรค ยังมีคำถามที่คอการเมืองยังสงสัยคือ ชะตากรรมพรรคกล้าธรรมของ “ผู้กองธรรมนัส”
ประตูรัฐบาลปิดใส่แล้วหรือยัง?
หากมองจากสัญญาณหลายด้าน คำตอบเหมือนไปในทางเดียว
เริ่มจากท่าทีพรรคแกนนำ คำตอบของ “อนุทิน” บ่ายเบี่ยงทุกครั้งที่ถูกสื่อถามถึงการดึงกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล การไม่ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ยืนยัน เป็นภาษาการเมืองที่อ่านได้ว่ายังไม่คิดจะเปิดประตูรับ
ยิ่งฟังจากคำให้สัมภาษณ์ของร.อ.ธรรมนัส เองที่ยอมรับว่า ตั้งแต่กลับจากดูแสงเหนือไม่เคยได้รับการติดต่อจากภูมิใจไทยแม้แต่ครั้งเดียว
ในเกมการเมืองไทย ความเงียบมักเป็นคำตอบชัดที่สุด
ปัจจัยถัดมา ตัวเลขพรรคร่วมที่กำลังก่อตัวเป็นรัฐบาลผสมกว่า 290 เสียง โดยเฉพาะพรรคแกนนำกว่า 190 เสียง ต้องเผชิญปัญหาภายใน สส.บ้านใหญ่มีจำนวนมาก แต่เก้าอี้รัฐมนตรีมีจำกัด
เก้าอี้น้อย คนรอคิวยาว การดึงกล้าธรรม 58 เสียงเข้ามาหมายถึงการเพิ่มตัวหารโดยไม่จำเป็น
กับปัจจัย “ตัวล็อกสุดท้าย” ประเด็นภาพลักษณ์และคุณสมบัติรัฐมนตรี
การออกหมายจับ “เบน สมิธ” และการเข้าตรวจค้นบ้าน “ชนนพัฒฐ์” เพื่อหาหลักฐานเชื่อมโยงคดีเว็บพนันและฟอกเงิน ได้เพิ่มแรงกดดันต่อกล้าธรรม
ยิ่งเมื่อพรรคแกนนำวางกฎเหล็ก การตั้งรัฐมนตรีต้องยึดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ว่ารัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
การดึงพรรคหรือนักการเมืองไม่ขาวไม่ดำเข้าร่วมรัฐบาลจึงเป็นความเสี่ยง
ยิ่งไปกว่านั้น ผลสำรวจสถาบันพระปกเกล้าเรื่อง “สเป๊ก ครม.ในฝัน” เกือบครึ่งปฏิเสธคนมีมลทินคอร์รัปชั่น มีประวัติคดีทุจริต หรือคดีร้ายแรงเรื่องความซื่อสัตย์ อย่างเด็ดขาด
แปลความได้ว่า หากรัฐบาลใหม่เริ่มต้นด้วยสีเทาๆ ก็จะกระทบความเชื่อมั่นตั้งแต่วันแรก
เมื่อทุกปัจจัยไหลมาบรรจบ ทำให้บทสรุปชัดขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับพรรคกล้าธรรม อาจไม่ได้จบลงแค่การเป็นฝ่ายค้าน
แต่ยังเป็นฝันร้ายของพรรคที่เคยเชื่อว่าตัวเองคือตัวแปรอำนาจสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้
มันฯ มือเสือ