เหตุการณ์ลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ พัฒนาไปสู่บททดสอบความน่าเชื่อถือของรัฐ

เมื่อพยานหลักฐานชี้ว่าพาหนะที่ใช้ก่อเหตุ เป็นรถของ “กอ.รมน.”

ในทางคดี ตำรวจออกหมายจับผู้ต้องหาหลายราย ทั้งมือยิงและผู้ต้องสงสัยวางแผน ซึ่งมีรายงานเชื่อมโยงถึงอดีตนายทหาร

ประเด็น “รถหลวง” ไม่แค่สะท้อนช่องโหว่การควบคุมทรัพย์สินของรัฐ

แต่ยังทำให้สังคมตั้งคำถามถึงเส้นแบ่งระหว่างพฤติกรรมส่วนบุคคลกับความรับผิดขององค์กร แม้ กอ.รมน. จะยืนยันเป็นการกระทำเฉพาะตัว และได้ดำเนินการทางวินัยแล้วก็ตาม

ขณะเดียวกันยังมีรายงานการ “ลงขัน” ว่าจ้างสังหาร

หากเป็นจริง ย่อมเผยให้เห็นถึงการผสมกันของปัจจัยการเมืองท้องถิ่น อิทธิพล และความขัดแย้งผลประโยชน์

ท่าทีพรรคประชาชาติ ที่เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งสืบสวนหา “ผู้บงการตัวจริง” ไม่ใช่จบลงแค่ระดับ “ผู้ปฏิบัติการ” จึงไม่ใช่เรื่องเกินเลย

นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นประเด็นร้อนสอดแทรกก็คือคำพูดของแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ว่า “ถ้าผมทำ ไม่ปล่อยให้รอด”

ที่แม้อาจเกิดจากแรงกดดันและความต้องการปกป้ององค์กร แต่ในเชิงสื่อสารสาธารณะ กลับสร้างผลลบมากกว่าบวก

ก่อนเข้าสู่การเมือง สส.กมลศักดิ์ คือทนายความสิทธิมนุษยชนมีบทบาทสำคัญในคดีความมั่นคง ลูกความจำนวนมากเป็นคู่กรณีกับรัฐ

เมื่อถูก “มุ่งเอาชีวิต” เป้าสงสัยจึงหนีไม่พ้นหน่วยงานรัฐ หรือผู้เชื่อมโยงกับรัฐ

แม้ข้อเท็จจริงอาจไม่ใช่การสั่งการจากภายในองค์กร แต่การที่ทรัพยากรของรัฐถูกนำไปใช้ ย่อมทำให้ผู้บังคับบัญชาไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ทั้งในระดับพื้นที่ ระดับกองทัพ ไปจนถึงระดับนโยบาย

คดีนี้จึงไม่ใช่แค่การหาตัวคนผิด แต่กำลังขยายไปสู่คำถามใหญ่เกี่ยวกับบทบาท กอ.รมน. ว่ายังจำเป็นแค่ไหนในสังคมปัจจุบัน

ควรปฏิรูปอย่างไรให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดโยงกับหลักนิติรัฐมากขึ้น หรือไม่

ตามโครงสร้าง กอ.รมน. มีผบ.ทบ. เป็นรองผู้อำนวยการ และนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการโดยตำแหน่ง

ย่อมมีภาระต้องตอบชี้แจงเรื่องนี้ต่อสาธารณชนด้วยเช่นกัน

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน