เป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง และปฏิเสธไม่ได้ว่ากระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างยิ่ง
สำหรับประเด็นคำวินิจฉัยของป.ป.ช. ในคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม
ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้นายศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี เนื่องจากการทำนิติกรรมอำพราง
โดยการมีนอมินีถือหุ้นในบริษัทบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ซึ่งเงินซื้อหุ้นที่ นาย ศ. ที่เป็นลูกจ้างของบริษัท มีเส้นเงินมาจากนายศักดิ์สยามนั่นเอง
เท่ากับว่านายศักดิ์สยามยังคงเป็นเจ้าของบริษัทบุรีเจริญฯ และยังทำสัญญากับอีกหลายโครงการของกระทรวงคมนาคม
แต่ป.ป.ช.กลับไม่เห็นเช่นนั้น โดยมีมติเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ยกคำร้องเรื่องดังกล่าว
และมาออกเอกสารชี้แจงในวันที่ 23 เมษายน 2569 หลังมีมติผ่านมาครึ่งปี
อธิบายเหตุผล เชื่อว่านายศักดิ์สยาม ไม่ได้จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน เพราะเชื่อว่าเมื่อขายหุ้นบริษัทให้นาย ศ. ไปแล้ว ย่อมไม่มีภาระในการยื่นบัญชีทรัพย์สินดังกล่าว
แถมหลังจากมีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ นาย ศ. ยังคงยืนยันเป็นเจ้าของ จนกลายเป็นเรื่องฟ้องร้องต่อศาลนนทบุรี
ยื้อกันว่าใครเป็นเจ้าของตัวจริง จนในที่สุดก็มีการไกล่เกลี่ย ให้นาย ศ. ซื้อที่ดินจากนายศักดิ์สยาม 19 แปลง 323 ไร่ เป็นเงิน 51 ล้านบาท
แล้วก็จบเรื่องแบบงงๆ กลายเป็นว่าป.ป.ช. เชื่อว่านายศักดิ์สยามไม่ได้ซุกหุ้น และ นาย ศ. เป็นเจ้าของแท้จริงของบริษัทบุรีเจริญฯ
เป็นการแสดงให้เห็นการใช้ดุลพินิจของป.ป.ช.อย่างน่าสนใจ!!
แต่ที่ยังเป็นคำถามอยู่ นั่นก็คือ นาย ศ. ที่จ่ายเงิน 119 ล้านเพื่อซื้อหุ้นนั้นเอาเงินมาจากไหนกันแน่ เพราะที่ยื่นภาษีเงินได้ต่อกรมสรรพากรระหว่างปี 58-62 ก็มีรายได้เพียง 108,000-118,000 บาท
หรือตกเฉลี่ยเดือนละ 9 พันบาทเท่านั้น
แถมเส้นทางการเงินก็พบการโอนเงินในลักษณะนิติกรรมอำพราง จนทำให้นายศักดิ์สยามเป็นเจ้าของที่แท้จริงอยู่
ซึ่งก็น่าสงสัยว่าทำไมป.ป.ช.ถึงมองไม่เห็น
หรือมองว่าเป็นเรื่องปกติที่คนเงินเดือนน้อย แต่รวยร้อยล้าน รวยกันไม่หวาดไม่ไหว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยปกติ ยิ่งในยุคนี้สมัยนี้
ก็ไม่ทราบได้เช่นกัน!??
รุก กลางกระดาน