คำสั่งศาลฎีกา รับคำร้องคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณีร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
แต่การไม่สั่งให้ 10 สส.พรรคประชาชนหยุดปฏิบัติหน้าที่ เป็นจุดหักมุมที่หลายคนคาดไม่ถึง
คำวินิจฉัยรับคำร้องนี้ แม้ยังไม่ใช่บทสรุปของคดี แต่ก็ผ่อนแรงกดดันให้กับพรรคประชาชน อย่างน้อยที่สุดก็รักษาสถานะ สส.และกลไกฝ่ายค้านในสภาไว้ได้ชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม สำหรับภาพรวมคดีระยะยาว ยังห่างไกลจากคำว่าปลอดภัย เพราะคดียังอยู่ในกระบวนการพิจารณา การต่อสู้ในชั้นศาลยังอีกยาว และผลลัพธ์สุดท้ายยังเปิดกว้าง
ยิ่งกว่านั้น พรรคประชาชนยังเผชิญแรงกดดันจากอีกหลายสมรภูมิสุ่มเสี่ยง
ทั้งคำร้อง “ยุบพรรค” จากกรณี “เลเซอร์ ไอดี” และ “สเปกเตอร์ ซี” ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.มีมติรับคำร้อง และเริ่มไต่สวนเบื้องต้นแล้วตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา
ประเด็นนี้มีความซับซ้อนทั้งทางกฎหมายและเทคโนโลยี กล่าวคือ การใช้รหัสหลังบัตรประชาชนในการสมัครสมาชิกพรรค และข้อสงสัยเกี่ยวกับระบบหรือเครื่องมือดิจิทัลที่อาจถูกใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง
หากพิสูจน์ได้ว่าเข้าข่ายครอบงำพรรค หรือได้มาซึ่งอำนาจโดยไม่ชอบ อาจนำไปสู่โทษสูงสุดคือการยุบพรรค
กรณีข้อมูลสมาชิกพรรครั่วไหลจากการถูกแฮ็ก ยิ่งตอกย้ำปัญหาความพร้อมของระบบ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่โยงไปถึงความน่าเชื่อถือและความรับผิดชอบทางการเมืองโดยตรง
ฉะนั้นแม้คดี 44 สส.จะผ่อนคลายในระยะต้น แต่แรงเสียดทานจากคดีอื่นยังรุมเร้า
บนสังเวียนนิติสงคราม ที่กลไกยังทำงานต่อเนื่อง คดี 44 สส.จึงเป็นแค่ยกแรก พรรคประชาชนยังต้องสู้อีกหลายยก ไม่ได้จบลงที่คดีใดคดีหนึ่ง
แม้ 10 สส.จะปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ แต่เส้นทางพรรคประชาชนยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน จบเรื่องหนึ่ง ก็ยังมีอีกเรื่องรออยู่
ตราบใดที่กระบวนการเหล่านี้ยังเดินต่อ อนาคตพรรคประชาชนก็ยังต้องอยู่บนความเสี่ยงยืดเยื้อไปอีกยาว
มันฯ มือเสือ