ป็นเรื่องที่ถูกจับตามองต่อเนื่อง สำหรับนโยบายปรับโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้า

ซึ่งล่าสุดก็ยังคงรอตัวเลขที่ชัดเจนว่าที่จะทำแบบขั้นบันไดนั้น จะเป็นบันไดแบบใด

จะชันแบบบันไดลิง หรือค่อยๆ เดินแบบบันไดวน ก็ต้องรอดูกันต่อไป

แต่ตัวเลขแน่ๆ ที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน แถลงออกมาแล้ว ก็คือ ค่าไฟ 200 หน่วยแรก เริ่มต้นที่หน่วยละ 3 บาท

และปรับการรับซื้อไฟฟ้าจาก โซลาร์เซลล์หลังคาชาวบ้านให้มากขึ้น และรับซื้อหน่วยละ 2.20 บาท

พร้อมระบุว่าใครที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 500 หน่วยก็ต้องรับภาระในอัตราก้าวหน้า เพราะต้องเอามาเฉลี่ยกับบ้านที่ใช้ไฟไม่ถึง 200 หน่วย

และแนะนำให้ติดแผงโซลาร์เซลล์เพราะคุ้มกว่า ถูกกว่า เชื่อว่ามีศักยภาพทำได้ เพราะบ้านที่ใช้ไฟเกิน 500 หน่วยเป็นบ้านใหญ่ มีพื้นที่ มีต้นทุน

เป็นแนวคิดที่พอฟังแล้วก็ได้แต่ตั้งคำถามว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ !??

เอาอันแรกคือเรื่องไฟ 200 หน่วยแรกนั้น หากไม่คิดอะไรมากก็คงดูดี

แต่หากดูลึกลงไปมันเหมือนเป็นภาพลวงตาที่แทบเป็นไปไม่ได้ เอาแค่มีเครื่องปรับอากาศ เครื่องฟอกอากาศ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เปิดแบบปกติ

เท่านี้ก็เกินแล้ว

ส่วนค่าไฟ 500 หน่วยนั้น ก็ไม่ใช่ทุกบ้านที่ใช้ไฟขนาดนั้น จะเป็นบ้านใหญ่มีฐานะ

แต่เป็นบ้านที่ต้องอยู่รวมกันเป็นครอบครัวขยาย เพราะไม่มีที่ไป ขยับขยายไม่ได้

บางบ้านมีตั้งแต่เด็กน้อย ถึงผู้เฒ่า คนชรา ผู้ป่วยติดเตียง ที่ต้องใช้ไฟฟ้าหล่อเลี้ยงตลอดเวลา

ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย แต่แค่พยายามทำคุณภาพชีวิตให้ไปได้ ให้อยู่รอดไปได้ถึงวันรุ่งขึ้น

ยังมีเรื่องโซลาร์เซลล์ ที่ไม่ได้บอก ชัดๆ ว่าจะเอาเงินที่ไหนมาให้กู้ แล้วทำไมต้องเป็นภาระผ่อนชำระ ของประชาชน อีกทั้งเรื่องดูแลรักษา ค่าแบตเตอรี่ ต่างๆ นานา

แถมขายกลับให้รัฐหน่วยละ 2.2 บาท เพื่อให้รัฐนำกลับมาขายประชาชน 3-5 บาทต่อหน่วย

แล้วกำไรส่วนต่างมันไปอยู่ไหน!???

ยิ่งย้อนดูกำไรของการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่รวมกันแล้วปีละเกือบ 3 หมื่นล้าน

สุดท้ายประชาชนต้องมานั่งเครียด นั่งลุ้นว่าค่าไฟจะขึ้นเท่าไหร่

รับภาระกันไปเองตามยถากรรม!!!

รุก กลางกระดาน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน