การที่ ครม.ตัดสินใจ “ไม่ยืนยัน” ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และหมวด 15/1 เพื่อเปิดทางตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร.
กำลังถูกจับตา เพราะไม่ใช่แค่ปล่อยร่างแก้ไขตกไปตามกระบวนการ แต่ยังหมายถึงท่าทีรัฐบาลต่อเสียงประชาชนกว่า 21 ล้านเสียง ที่ลงประชามติเห็นด้วยให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ผลประชามติ 8 ก.พ. 69 ถือเป็นฉันทามติทางการเมือง แม้จะมีกว่า 11 ล้านเสียงไม่เห็นด้วย แต่ก็มีผู้เห็นด้วยถึง 21.6 ล้านเสียง
สะท้อนว่าสังคมจำนวนไม่น้อยมองตรงกันว่ารัฐธรรมนูญปี 60 มีปัญหาเกินกว่าจะแก้รายมาตรา และจำเป็นต้องยกร่างใหม่ทั้งฉบับ
ในความเป็นจริงหลังประชามติ ขั้นตอนต่อไปควรเป็นการผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางตั้ง สสร.ให้เดินหน้าต่อ
แต่รัฐบาลเลือกที่จะไม่ยืนยันร่างเดิม อีกทั้งไม่ให้ความชัดเจนว่าจะเสนอร่างใหม่หรือไม่ และเสนอเมื่อใด
ในมุมของฝ่ายอำนาจ การชะลอเรื่องนี้อาจมีเหตุผลทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง แต่การเลือกที่จะประวิงเวลาย่อมมีต้นทุนทางการเมืองตามมา
รัฐบาลพยายามอธิบายว่า ขณะนี้ต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ วิกฤตพลังงาน และปัญหาปากท้องประชาชนก่อน แต่เหตุผลดังกล่าวกลับฟังไม่ขึ้น
เพราะในทางปฏิบัติ การแก้รัฐธรรมนูญกับการแก้เศรษฐกิจ เดินควบคู่ไปด้วยกันได้ ไม่ใช่ต้องเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
ยิ่งเมื่อรัฐบาลเดินหน้าออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่กลับไม่มีโรดแม็ปเรื่องรัฐธรรมนูญ
ยิ่งทำให้เกิดข้อคาใจว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนมากน้อยเพียงใด
พรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลย่อมหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะการแก้ รัฐธรรมนูญไม่ใช่แค่คำสัญญาทางการเมือง แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนแสดงเจตจำนงผ่านการลงประชามติชัดเจน
หากรัฐบาลไม่รู้ร้อนรู้หนาว ปล่อยให้กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญหยุดชะงักต่อไป ความไม่พอใจอาจค่อยๆ สะสม จนปะทุเป็นแรงกดดันทางการเมืองในวงกว้าง
จนในที่สุดอาจกลายเป็นชนวนขัดแย้งใหม่ ที่กระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยโดยตรง
มันฯ มือเสือ