ก่อเป็นแรงกระเพื่อมทางการเมือง หลังพรรคฝ่ายค้านยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
โดยเฉพาะก้อน 2 แสนล้านที่รัฐบาลจะนำไปใช้ปรับโครงสร้างพลังงาน
ประเด็นต่อสู้หักล้าง เป็นการตีความคำว่า “จำเป็นเร่งด่วน” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ว่า รัฐบาลมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ที่จะออก พ.ร.ก. แทนการใช้กระบวนการออกกฎหมายปกติผ่านสภา
เพราะปัญหาปรับโครงสร้างพลังงาน แม้จะสำคัญ แต่ไม่ใช่วิกฤตฉุกเฉินระดับที่ต้องรีบออก พ.ร.ก.ทันที
อีกทั้งการกู้เงินจำนวนมหาศาลอาจกลายเป็นภาระทางการคลังระยะยาว เปิดช่องให้รัฐบาลใช้งบประมาณแบบกว้างขวางเกินจำเป็น
ในมุมฝ่ายค้าน การเยียวยาประชาชนสามารถทำผ่านงบประมาณปกติ หรือร่าง พ.ร.บ.เงินกู้เข้าสภาได้ ไม่จำเป็นต้อง “บายพาส” กระบวนการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ
เพราะเมื่อใช้ พ.ร.ก. เท่ากับรัฐบาลสามารถเดินหน้าได้ทันที ก่อนที่สภาจะอภิปรายอย่างรอบด้าน
ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยืนยันหนักแน่น เรื่องนี้เข้าเงื่อนไขรัฐธรรมนูญครบถ้วน โดยเฉพาะประเด็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จากความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก สงคราม และต้นทุนพลังงานที่ผันผวน
จึงจำเป็นต้องเตรียมเม็ดเงินไว้รองรับ
รัฐบาลยังแจกแจง เงินกู้ 4 แสนล้านไม่ได้แยกคนละกอง แต่เป็นแพ็กเกจเดียวกัน ทั้งเยียวยาประชาชนและเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะหากไม่เร่งปรับโครงสร้างวันนี้ ประเทศอาจเผชิญปัญหาต้นทุนพลังงานในอนาคตหนักกว่าเดิม
ที่สำคัญไม่ใช่ “ตีเช็คเปล่า” เพราะหากศาลฯ วินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญผลจะร้ายแรงถึงขั้นกฎหมายตกไปตั้งแต่ต้น และรัฐบาลต้องรับผิดชอบทางการเมืองทันที
ล่าสุด ยิ่งต้องจับตาเมื่อประธานสภายังไม่บรรจุ พ.ร.ก.เข้าสู่วาระประชุมสภา เพื่อรอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญก่อน
เมื่อฝ่ายค้านและรัฐบาลต่างก็มีเหตุผลในมุมของตัวเอง
คำตอบสุดท้ายจึงอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะตีความมาตรา 172 อย่างไร
พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเป็น “ความจำเป็นเร่งด่วน” หรือไม่
คำวินิจฉัยนี้จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญของการใช้อำนาจรัฐบาลในอนาคตด้วย
มันฯ มือเสือ