การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านไว้พิจารณาวินิจฉัย
ไม่ใช่แค่เรื่องข้อกฎหมาย แต่ยังเป็นมาตรวัดความชอบธรรมการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร ภายใต้เงื่อนไขความจำเป็นเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172
ฝ่ายค้านตั้งประเด็นว่า การกู้เงินโดยเฉพาะก้อน 2 แสนล้านที่ใช้ปรับโครงสร้างพลังงาน เป็นนโยบายระยะยาว ไม่ใช่วิกฤตฉุกเฉินที่ต้องออกเป็นพ.ร.ก. ข้ามขั้นตอนสภา
ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยืนยัน ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตด้านพลังงาน ค่าครองชีพและเศรษฐกิจซบเซา ต้องเร่งอัดฉีดมาตรการเร่งด่วน
ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์คาดการณ์ผลคำวินิจฉัย 3 แนวทาง
แนวทางแรก หากวินิจฉัยให้ “ตกไปทั้งฉบับ” จะเป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุดสำหรับรัฐบาล
เพราะเท่ากับชี้ว่าฝ่ายบริหารใช้อำนาจเกินขอบเขตและขัดรัฐธรรมนูญ
นอกจากโครงการสะดุด ยังกระทบต่อความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพรัฐบาลโดยตรง ที่ฝ่ายค้านอาจนำไปขยายผลกดดันทางการเมืองในระยะยาว
แนวทางที่สอง “ตกไปเฉพาะบางส่วน” โดยเฉพาะก้อน 2 แสนล้านปรับโครงสร้างพลังงาน
ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นทางออกสมดุลที่สุด เพราะรัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการเยียวยาเศรษฐกิจ ช่วยเหลือประชาชนได้ ทั้งอาจปรับแผนนำโครงการระยะยาวกลับเข้าสู่กระบวนการสภาตามปกติ
แนวทางที่สาม “พ.ร.ก.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ” รัฐบาลจะเป็นผู้ชนะเต็มตัว เดินหน้าโครงการได้ทันที พร้อมโหมประโคมว่ารัฐบาลตัดสินใจถูกต้องในภาวะวิกฤต
แต่แนวทางนี้ด้านลบคือจะเกิดคำถามว่า ต่อไปฝ่ายบริหารจะสามารถใช้อำนาจช่องทางลัด เลี่ยงการตรวจสอบของสภาหรือไม่
อย่างไรก็ตาม หากประเมินจากบรรยากาศทางการเมืองและข้อถกเถียงทางกฎหมายในเวลานี้
แนวโน้มเป็นไปได้มากที่สุด คือ แนวทางที่สอง “ตกไปบางส่วน”
เพราะเป็น “จุดกึ่งกลาง” ระหว่างคุ้มครองหลักรัฐธรรมนูญ กับหลีกเลี่ยงผลกระทบทางเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนกำลังกังวลเรื่องหนี้สาธารณะและค่าครองชีพอย่างหนัก
มันฯ มือเสือ