แค่สัปดาห์เดียวหลังรัฐบาลส่งสัญญาณ “คนไทยต้องได้ดูบอลโลกฟรี” ถึงวันนี้ท่าทีเริ่มเปลี่ยน
จากใส่เกียร์เดินหน้าเต็มที่ มาเป็นใส่เกียร์ถอย
สาเหตุหลักหนีไม่พ้นเรื่องค่าลิขสิทธิ์ ที่สูงเกินกว่ารัฐบาลจะอธิบายกับสังคมได้
แม้เริ่มต้นที่ 1,300 ล้านบาท แต่เมื่อนับรวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็ขยับไปกว่า 1,700 ล้านบาท
ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าเศรษฐกิจไทยยังลูกผีลูกคน การใช้งบมหาศาลไปกับความบันเทิงชั่วครู่ชั่วยามจึงไม่สมเหตุสมผลนัก
ที่สำคัญบอลโลกรอบนี้เงื่อนไขทางธุรกิจไม่เอื้อเหมือนครั้งก่อนๆ
ทั้งไทม์โซนการแข่งที่ดึกมากสำหรับคนไทย ทำให้โอกาสขายโฆษณาและอีเวนต์การตลาดลดลง เอกชนไม่กระโจนเข้ามาเป็นสปอนเซอร์เหมือนครั้งก่อนๆ
เมื่อไม่มีเอกชนช่วยแบก รัฐบาลก็ต้องกุมขมับว่าแล้วจะใช้เงินจากไหน
อีกประเด็นคือ การสื่อสารของรัฐบาลที่บุ่มบ่ามเกินไป โดยเฉพาะคำพูดของนายกฯ ที่ตอบทันทีว่า “ต้องฟรีสิ” เมื่อถูกถามว่าคนไทยจะได้ดูบอลโลกฟรีหรือไม่
แม้คำตอบจะถูกใจคอบอล แต่ในเชิงธุรกิจกลายเป็นการ “หงายไพ่” ให้เจ้าของลิขสิทธิ์รู้ทันทีว่า รัฐบาลไทย “อยากได้มาก” จนทำให้อำนาจต่อรองลดลง
สุดท้ายจึงเกิดภาพอย่างที่เห็น คือราคาขยับสูงจนรัฐบาลเริ่มลังเล เพราะบวกลบคูณหารแล้วไม่คุ้ม
ในจังหวะที่เสียงวิจารณ์ในสังคมก็เริ่มดังขึ้นว่า เงิน 1,700 ล้านบาท หากนำไปพัฒนาฟุตบอลเยาวชนไทย สนับสนุนลีกภูมิภาค อาจสร้างประโยชน์ระยะยาวได้มากกว่า
เท่ากับว่า ตอนนี้รัฐบาลกำลังเจอโจทย์ยาก ระหว่าง “คะแนนนิยม” กับ “ความคุ้มค่า”
ด้านหนึ่งฟุตบอลโลกคือความสุขของคนดู แต่อีกด้านก็เป็นเม็ดเงินมหาศาลที่ต้องตอบสังคมให้ได้
บั้นปลายท้ายสุด หากรัฐบาลตัดสินใจพับแผนซื้อลิขสิทธิ์บอลโลกจริง อาจทำให้นายกฯ อนุทินเสียหน้าไปบ้าง
แต่ในช่วงเวลาที่ประเทศเผชิญปัญหาเศรษฐกิจหนักหน่วง ก็เชื่อว่าคอบอลส่วนใหญ่แม้อาจจะผิดหวัง
แต่ก็เข้าใจและทำใจยอมรับเหตุผลได้
มันฯ มือเสือ