การเปิดหน้าชนระหว่าง เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กับสว.กลุ่มใหญ่ ว่าด้วย “ระบอบสีน้ำเงิน”

จุดเริ่มเกิดจากคำวิจารณ์ของนายณัฐพงษ์ ที่ตั้งข้อสังเกตว่า สว.ชุดปัจจุบันเป็น “วุฒิสภาสีน้ำเงิน” เป็นส่วนหนึ่งของระบอบสีน้ำเงิน ที่กินรวบทั้งอำนาจการเมืองและเศรษฐกิจ

การที่กลุ่ม สว.จำนวนหนึ่งเรียงหน้าแถลงตอบโต้ เรียกร้องให้นายณัฐพงษ์แถลงการณ์ขอโทษ ไม่เช่นนั้นจะดำเนินคดีทางกฎหมาย แสดงว่า สว.มองเรื่องนี้เป็นข้อกล่าวหาที่กระทบศักดิ์ศรี และความชอบธรรมขององค์กร

ขณะที่นายณัฐพงษ์ไม่ยอมถอย ยืนยันไม่มีเจตนาบ่อนทำลายวุฒิสภา แต่ต้องการชี้ให้เห็นปัญหาเชิงระบบ

เท่ากับเป็นการยืนยันกลับไปว่า พรรคประชาชนจะไม่ยอมลดระดับการตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจทางการเมือง

โดยเฉพาะเรื่องของ “ที่มา สว.” และบทบาทในการกำหนดทิศทางประเทศ

เหมือนที่ ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ กล่าวว่า เมื่อควบคุมวุฒิสภาได้ กลุ่มการเมืองดังกล่าวจะสามารถควบคุมการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทั้งหมด นำไปสู่การผูกขาดอำนาจ ครอบคลุมทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและองค์กรอิสระ

จากนี้ที่น่าจับตาคือ ผลกระทบต่อวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจาก สว. อาจทำให้บรรยากาศความร่วมมือยากลำบากกว่าเดิม

ขณะเดียวกันการปะทะกันครั้งนี้ อาจมีส่วนดึงความสนใจของสังคมกลับไปยัง “คดีฮั้ว สว.” โจทย์ยากในมือ กกต. เพราะมีบุคคลสำคัญในระบอบสีน้ำเงินหลายคน ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลัง

โดย กกต.เองก็ถูกครหาเป็น “กกต.สีน้ำเงิน” เช่นกัน

การที่ สว. และคนในรัฐบาลออกมาเปิดศึกกับพรรคส้ม ว่าด้วย “ระบอบสีน้ำเงิน” สุดท้ายเรื่องจะจบลงอย่างไร จะกระทบต่อการแก้รัฐธรรมนูญมากน้อยแค่ไหน ยังตอบได้ยาก

แต่ที่แน่ๆ คือคดีฮั้ว สว. ได้กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง อยากรู้ว่า สว.ส่วนใหญ่หัวใจสีน้ำเงินจริงหรือไม่

หรือที่ผ่านมาคนในสังคมมองไม่ออก เข้าใจผิดกันไปเอง

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน