คำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” เป็นวาทกรรมการเมืองล่าสุด ที่ฝ่ายค้านใช้โจมตีรัฐบาลภูมิใจไทย

แต่ที่น่าสนใจกว่าคือการโต้กลับของ ภราดร ปริศนานันทกุล ที่ย้อนไปชี้ให้เห็นต้นทางการเติบโตของพรรคสีน้ำเงินปัจจุบัน ว่าเกิดจากการตัดสินใจของพรรคส้มเอง

เป็นการแกะสะเก็ดแผล ที่พรรคส้มพยายามลืม นั่นคือ MOA และการยกมือหนุน อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกฯ ช่วงเปลี่ยนผ่านหลังการเมืองพลิกขั้ว

แม้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พยายามอธิบายว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่ได้หมายถึงแค่ภูมิใจไทย แต่หมายถึงโครงสร้างอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญปี 60 ทั้ง สว. องค์กรอิสระ และกลไกที่ไม่ยึดโยงประชาชน

แต่ก็ยอมรับเองว่า การตัดสินใจในอดีตของพรรคประชาชน อาจส่งผลให้เกิดสภาพการเมืองปัจจุบัน

ปัญหาคือ แม้พยายามขยายความให้เป็นเรื่องโครงสร้างอำนาจ แต่คนจำนวนมากกลับจดจำภาพง่ายๆ แค่ว่า พรรคส้มคือบันไดให้พรรคภูมิใจไทยไต่ขึ้นสู่อำนาจนั้น

นายภราดรหยิบจุดนี้มาสวนกลับเจ็บจี๊ดว่า “พรรคสีน้ำเงินโตขึ้นจากพรรคสีส้ม” เพราะถ้าไม่มีการจับมือวันนั้น ภูมิใจไทยคงไม่มีโอกาสเป็นแกนนำรัฐบาล นายอนุทินก็คงไม่ได้ขึ้นเป็นนายกฯ แม้จะในช่วงเวลาสั้นๆ ตาม MOA ก็ตาม

ยิ่งไปกว่านั้น ภูมิใจไทยยังใช้ช่วงเวลาไม่กี่เดือน ต่อยอดคะแนนนิยมไปสู่การเลือกตั้ง 8 ก.พ. โกยสส.เข้าสภาได้ 192 เสียง

ตรงจุดนี้จึงเป็นฝันร้ายวนลูปของพรรคส้ม เพราะทุกครั้งที่โจมตี “ระบอบสีน้ำเงิน” ก็จะถูกอีกฝ่ายย้อนศรทันทีว่า แล้วใครเป็นคนเริ่มต้นดีลการเมืองนั้น

ถึงจะพยายามอธิบายว่า เป็นการตัดสินใจเพื่อหวังแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่

แต่ในโลกการเมือง ผลลัพธ์สำคัญกว่าคำอธิบายเสมอ

สุดท้ายเมื่อพรรคภูมิใจไทยแข็งแรง มีอำนาจมากขึ้น เป็นแกนหลักรัฐบาลในปัจจุบัน

MOA จึงย้อนกลับมาทำหน้าที่ “ตราบาป” ทางการเมืองที่พรรคส้มยากสลัดหลุด ถูกหยิบขึ้นมาเตือนความจำซ้ำแล้วซ้ำอีก ทุกครั้งที่เปิดเกมโจมตี “ระบอบสีน้ำเงิน”

เป็นเรื่องน่าเห็นใจพรรคส้มไม่น้อยเลยทีเดียว

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน