เริ่มแล้ววันนี้ สำหรับการใช้จ่ายโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ที่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล หมายมั่นปั้นมือเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาล
เพราะถือว่าเป็นนโยบายเชิดหน้าชูตา เมื่อครั้งเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และมีส่วนสำคัญที่เพิ่มคะแนนนิยมให้พรรคสีน้ำเงิน
ผิดแผกแต่ว่าครั้งที่แล้วระบุจุดประสงค์ของโครงการว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้เงินสะพัดหมุนเวียน
แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องการบรรเทาเยียวยาค่าใช้จ่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ด้านพลังงาน
การแจกเงินรูปแบบนี้จึงกลายเป็นยาวิเศษทุกขนาน แก้ได้ทุกโรค ตามความเห็นของรัฐบาลเอง
ส่วนตัวเลข 60/40 ที่อ้างกันมานั้น จริงๆ แล้วก็คือเงินของประชาชนเต็มร้อยนั่นแหละ เพราะเท่ากับว่าเป็นหนี้ในอนาคตที่ทุกคนต้องร่วมกันจ่าย
อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการแก้ปัญหาเช่นนี้ ตรงจุดหรือไม่ คนที่เดือดร้อนจริงๆ คนที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี ไม่สามารถยืนยันตัวตนกับแอปฯ เป๋าตังได้นั้น จะตกหล่นสูญหายไปมากเท่าใด
ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลคงต้องเอามาทบทวน และแก้ไขต่อไปในการแจกเงินรอบหน้า
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมีอีกหรือไม่!!
อย่างไรก็ตามมาดูตัวเลขประมาณการผลที่จะเกิดจากโครงการดังกล่าว หากมีการใช้สิทธิเต็มจำนวน
นั่นคือรัฐต้องจ่ายประมาณ 1.2 แสนล้านบาท สำหรับ 30 ล้านสิทธิ์ ซึ่งก็กลายเป็นตัวเลขหนี้เฉลี่ยของคนไทย 65 ล้านคน ประมาณ 1.8 พันบาท ที่ยังไม่รวมดอกเบี้ย
กับเงินของประชาชน ที่ต้องควักกระเป๋าออกมาอีก 8 หมื่นล้านบาท ตลอดโครงการ
เท่ากับว่าจะมีเงินหมุนเวียนกว่า 2 แสนล้าน ซึ่งผลประโยชน์ส่วนใหญ่จะตกอยู่ที่ใคร คงต้องลองดู
เทียบกับหนี้สาธารณะที่จะพุ่งปริ่มเพดาน เป็นเรื่องที่คุ้มค่าหรือไม่
เพราะหากมองแนวทางแก้ไขอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือค่าการกลั่น ที่จะทำให้ราคาพลังงานลดลงโดยตรง
อย่างไหนคุ้มค่ากว่ากัน
แต่ที่เลือกจะไม่ทำจุดนั้น มาใช้การกู้เงินเพื่อแจกให้ประชาชน ก็กลายเป็นคำถามว่ากลัวกระทบใคร กลัวใครจะรวยน้อยลงหรือไม่
เป็นคำถามที่ดังกึกก้องถึงรัฐบาลอยู่ต่อไป!!
รุก กลางกระดาน