เปิดฉากเป็นทางการสำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
สปอตไลต์ฉายจับไปที่สองตัวเต็ง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีตผู้ว่าฯ กับ “ดร.โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” จากพรรคประชาชน ที่ทำคะแนนมาเป็นสองอันดับแรกในผลสำรวจความนิยมโค้งแรก
จุดยืนแนวทางหาเสียงทั้งคู่มีทั้งเหมือนและแตกต่าง ทั้งสองเน้นใช้เทคโนโลยีและแผนที่ดิจิทัลเพื่อพัฒนาเมือง
แต่ชัชชาติเลือกเดินในฐานะผู้สมัครอิสระ ชูนโยบายเชิงปฏิบัติ เน้นแก้ไขปัญหาเส้นเลือดฝอยและลงพื้นที่ใกล้ชิดประชาชน
ขณะที่ ดร.โจประกาศจุดยืนในนามพรรค เน้นแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ระบบขนส่งสาธารณะ และชูธง “กรุงเทพฯ โปร่งใส AI จับโกง”
โดยมีอัตลักษณ์หาเสียงรูปแบบใหม่ ไม่ติดป้ายไวนิลหาเสียง เพื่อลดขยะและรักษาทัศนียภาพเมือง
ชัชชาติมีจุดแข็งที่ฐานแฟนคลับเหนียวแน่น และผลงานจับต้องได้ตลอด 4 ปี ที่ต้องคงไว้คือความเข้าถึงง่ายและพลังในการทำงาน
แต่จุดอ่อนคือการถูกโจมตีเรื่องปัญหารถติดและน้ำท่วมขังสะสมที่ยังแก้ไม่เบ็ดเสร็จ เป็นจุดต้องเร่งปรับปรุง
ด้าน ดร.โจ จุดแข็งคือโปรไฟล์ระดับ ดร.ด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และอดีตรองผู้อำนวยการแบงก์ชาติ พ่วงด้วยฐานเสียงคนรุ่นใหม่ของพรรคส้ม
ทว่า จุดอ่อนคือความจดจำในฐานะตัวบุคคลที่น้อยกว่าชัชชาติ
คำถามคือ พรรคประชาชนควรเข้ามาช่วยมากกว่านี้หรือไม่ คำตอบคือจำเป็น แกนนำพรรคต้องเป็นลมใต้ปีก ช่วยปั๊มเรตติ้งและดึงคะแนนเสียงจัดตั้งในพื้นที่ให้แน่นขึ้น
ขณะเดียวกันก็ยังมี “ม้ามืด” อย่าง อนุชา บูรพชัยศรี จากพรรคประชาธิปัตย์ และ มัลลิกา มหาสุข ที่ถึงแม้จะไม่ชนะ แต่ก็อาจตัดแต้ม “ม้าเต็ง” ได้ทุกเมื่อ
บทสรุปช่วงโค้งแรก จึงยังเป็นชัชชาติที่กระแสยังนำลิ่วและแรงต่อเนื่อง
แม้ทุกสนามเลือกตั้งมักจะมีบทเรียนหักปากกาเซียนเสมอ แต่ครั้งนี้เปอร์เซ็นต์แทบไม่มี
แต่ถึงยังไงก็ต้องติดตาม ผู้ว่าฯ สายแกร่งจะรักษาความแรงไปจนถึงโค้งสุดท้าย ชนิดเดินผิวปากเข้าเส้นชัย
หรืออาจต้องมีเหงื่อซึมกันบ้าง
มันฯ มือเสือ