ผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. นอกจากสะท้อนทิศทางการเมืองของเมืองหลวง
อีกด้านยังบ่งบอกถึงสถานการณ์พรรคประชาธิปัตย์ว่า เส้นทางการฟื้นความนิยมยังอีกยาวไกล
คะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ ของผู้สมัครจากประชาธิปัตย์ลดลงมากเมื่อเทียบกับคะแนนเลือกตั้ง สส.เดือนก.พ.ที่ผ่านมา ขณะที่ผลเลือกตั้ง สก.ได้มาเพียง 8 เขต
ตอกย้ำว่าฐานเสียงดั้งเดิมของพรรคในกรุงเทพฯ ยังไม่กลับคืนมา กระแสความนิยมยังไม่ฟื้นตัวอย่างที่หวัง
หลังจากนี้พรรคจึงต้องทบทวนยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ เพราะการอาศัยชื่อเสียงในอดีต หรือความผูกพันทางการเมืองที่เคยมีไม่เพียงพออีกต่อไป
แต่ผู้สมัครต้องสร้างตัวตนจากผลงานจริง ใกล้ชิดกับประชาชน เข้าใจปัญหาในพื้นที่ และพิสูจน์ว่าตนเองสามารถเป็นตัวแทนคนในเขตเลือกตั้งได้อย่างแท้จริง
ผลเลือกตั้งกทม.ครั้งนี้ยังสะท้อนแนวโน้มการเมืองไทยที่น่าสนใจ นั่นคือคนกรุงเทพฯ หันมาให้ความสำคัญกับผลงานที่จับต้องได้
การปั่นกระแสโจมตีกันทางการเมืองไม่มีน้ำหนักเท่าความน่าเชื่อถือจากผลการทำงานจริง
ตรงนี้หลายคนคาดหวังให้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทยในทุกสนาม ที่ประชาชนสนับสนุนนักการเมืองจากผลงานมากกว่าวาทกรรมคมคายแต่เลื่อนลอย
สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ การส่งผู้สมัครลงสนามหนนี้คือความพยายามหาพื้นที่กลับมาอยู่ในสายตาคนกรุงอีกครั้ง
แกนนำพรรคทั้งอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กรณ์ จาติกวณิช และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ต่างก็ลุยช่วยหาเสียงเต็มที่
มุ่งมั่นนำพรรคกลับมาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนกรุงให้ได้
แต่ท้ายที่สุดคะแนนที่ได้จากสนามเลือกตั้งกทม.ก็บ่งบอกว่าประชาธิปัตย์ยังต้องทำงานหนักอีกมาก
ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในกรุงเทพฯ วันนี้ไม่ได้เลือกเพราะชื่อพรรคโดยอัตโนมัติอีกแล้ว
แต่จะแยกแยะพิจารณาทั้งตัวผู้สมัคร ภาพลักษณ์ของพรรค และความน่าเชื่อถือในการบริหารเมืองไปพร้อมกัน
ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประชาธิปัตย์ต้องตีให้แตกหากหวังจะกลับมามีที่ยืนในสนามเมืองหลวงอีกครั้ง
มันฯ มือเสือ